อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 24 เมษายน 2562

ภัยเงียบทุบกรุงเทพฯ ต้องใช้ไม้แข็งจัดการ

สัปดาห์นี้ย้อนดู “กรุงปักกิ่ง” รัฐบาลจีนเอาจริงลบภาพเมืองมลพิษ ส่วนไทยแค่วิกฤติ 4-5 วัน PM2.5 ทำเศรษฐกิจเสียหายไม่น้อยกว่า 6,600 ลบ. คงต้องรอดูผู้นำไทยจะเด็ดขาดแค่ไหน? พฤหัสบดีที่ 24 มกราคม 2562 เวลา 08.00 น.


ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ “ฝุ่นจิ๋ว” หรือ PM2.5” ได้สร้างความตระหนกตกใจ และความหวาดผวาให้แก่คนกรุงเทพฯ ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งอันที่จริงปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว คราวนี้ที่อาการหนักกว่าทุกครั้ง เพราะเจอกับหย่อมความกดอากาศสูงจากประเทศจีนปกคลุมมาจากทางภาคเหนือ ทำให้เหมือนมีหลังคามาครอบกรุงเทพฯ ไว้ ฝุ่นละอองจึงปลิวไปไหนไม่ได้ลอยเคว้งในอากาศ

ยิ่งน่าตกใจตรงที่รายงานข่าวจากที่ประชุมหน่วยงานภาครัฐแก้ปัญหาวิกฤตหมอกควันพิษระบุว่า ตัวการใหญ่ คือ “รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล” รถปิกอัพคาดกันว่ามีราวๆ 2 ล้านคัน ที่วิ่งเพ่นพ่านรับส่งสินค้าทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รองลงมาได้แก่ รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถบัสขนาดใหญ่ จึงอย่าได้แปลกใจว่า เหตุใดกรุงเทพฯ รถติดเป็นอันดับ9 ของโลก

รวมถึงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้าและอาคารสูง แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกษตรกรเผาป่า เผาพืชไร่ในปริมณฑลและต่างจังหวัด ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กปลิวมาได้ไกลๆ อย่างไรก็ตามฝุ่นละออง PM 2.5 กว่า 60% เกิดจากเครื่องยนต์ดีเซลที่มีสภาพเก่าและควันดำ



ปัญหาฝุ่นจิ๋วที่เราเจอกันแค่ 4-5 วัน สร้างความเสียหายมากมาย แค่เรื่องเศรษฐกิจเรื่องเดียวคาดว่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 6,600 ล้านบาท กระทบทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายสุขภาพอนามัย และการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวเห็นอย่างนี้ก็ไม่อยากเสี่ยงสูดควันพิษ...ไปเที่ยวประเทศอื่นที่ดีกว่า

ทำไมแค่ฝุ่นละออง ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากรถยนต์เก่า ควันดำยังแก้ปัญหาไม่ได้...เชื่อหรือไม่ว่า แค่เรื่องควันดำเรื่องเดียวหน่วยงานที่ดูแล มีทั้งทั้งตำรวจ กรมการขนส่ง กรมควบคุมมลพิษ ในลักษณะต่างคนต่างจับ ใช้กฎหมายคนละฉบับ ที่สำคัญด่านตรวจรถควันดำ รอบนอกกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เพราะเวลาตรวจจับพบรถคันไหนควันดำ แทนที่จะออกใบสั่งแล้วให้หยุดวิ่ง แต่ตรงกันข้ามหลังจากออกใบสั่งเสร็จก็ปล่อยให้วิ่งต่อไป

ด่านตรวจบางด่านเจ้าหน้าที่นั่นแหละตัวดี...เวลาจับแล้วตรวจจะเร่งเครื่องเพื่อให้เครื่องยนต์มีควันดำมากขึ้น จะได้เป็นหลักฐานในการออกใบสั่ง เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าของรถที่มีสภาพเก่าและมีควันดำก็ไม่ยอมไปตรวจสภาพให้ถูกต้องเสียเวลาเปล่าๆ ยอมให้ด่านจับแล้วออกใบสั่งเพราะไหนๆ ก็ต้องโดนปรับอยู่ดี



อันที่จริงไม่ควรตั้งด่านให้จราจรติดขัด แต่ควรไปตรวจที่บริษัทขนส่งหรือที่อู่รถแทน หากพบรถคันใดมีปัญหาก็ให้เอาสีมาพ่นที่กระจกรถหรือตัวรถ เป็นสัญญาลักษณ์ให้รู้ว่ารถคันนี้ควันดำไม่อนุญาตให้วิ่งต่อไป จนกว่าจะแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่น่าพอใจ แทนที่จะใช้วิธีตั้งด่านตรวจแบบเดิมๆ ซึ่งไม่ได้ผล

วิธีการนี้อาจจะ “กระทบธุรกิจ” อยู่บ้าง แต่ก็ต้องเด็ดขาดเพราะประชาชนก็เดือดร้อน...

สำหรับแนวทางแก้ไขก็มีหลาย “โมเดล” หลายๆ ประเทศที่ประสบความสำเร็จ ที่น่าสนใจคงจะเป็นโมเดลที่รัฐบาลจีนเองมาใช้กับ “กรุงปักกิ่ง” ที่เคยได้ชื่อว่า เมืองมลพิษ ปักกิ่งเคยอยู่ในสภาพเลวร้ายถึงขนาดที่มองไม่เห็นลายมือตัวเอง เครื่องกรองอากาศขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คนจีนแห่ซื้อหน้ากากกันมลพิษจากญี่ปุ่น แทบทุกบ้านต้องมีเครื่องวัดคุณภาพอากาศ เศรษฐีต้องไปซื้อบ้านในต่างประเทศเพื่อลี้ภัย ในฤดูหนาวที่ปักกิ่งกลายเป็นเมืองในม่านหมอก

กระทั่งรัฐบาลจีนเอาจริงเอาจังประกาศสงครามจัดการมลพิษอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่เมื่อปี 2013 ให้ลดการใช้ถ่านหินลง 50% ไม่อนุญาตตั้งโรงงานถ่านหินใหม่ โรงงานสุดท้ายปิดตัวลงเมื่อปีที่แล้ว โรงงานเหล็ก โรงงานอลูมิเนียมต้องถูกจำกัดปริมาณการผลิตลง วันไหนที่ค่ามลพิษสูงเกินมาตรฐานต้องหยุดเดินเครื่องทันที รวมถึงหยุดการก่อสร้างทุกอย่างต้องหยุดหมด



จำกัดป้ายทะเบียนรถยนต์ใหม่ จนเกิดปรากฏการณ์มีเงินซื้อรถแต่ไม่มีป้ายทะเบียน ที่สำคัญรถยนต์และรถบรรทุกต่างเมืองไม่มีสิทธิ์เข้ามาย่างกรายในกรุงปักกิ่งอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้รัฐบาลจีนยังยกระดับกรมสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเป็นกระทรวง ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรี ปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ให้องค์กรสิ่งแวดล้อมและประชาชนทั่วไปสามารถฟ้องร้องหน่วยงานที่มลพิษได้ และมีโทษปรับสูงแบบไม่มีเพดาน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาลว่าจะให้ชดใช้เท่าไหร่ก็ได้ เมื่อมาตรการเด็ดขาดทำให้บริษัทต่างๆ ยอมทุ่มงบลงทุนมหาศาลเพื่อปรับปรุงเครื่องจักร บางแห่งปิดกิจการไปเลยเพราะได้ไม่คุ้มเสีย

มาตรการเด็ดขาด ลงโทษรุนแรงและรัฐบาลเอาจริงเอาจัง ทำให้ปักกิ่งวันนี้แม้มีฝุ่นละอองอยู่บ้าง แต่อากาศก็ยังดีกว่ากรุงเทพฯ คงจะต้องรอดูว่าผู้นำของเรา จะกล้าออกมาตรการเด็ดขาดแค่ไหน?
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 213