อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562

"จิตอาสากลุ่มหิ่งห้อย" ชีวิตน้อย ๆ มิใช่เพียง "ผู้รับ"

อยากให้เสร็จเร็ว ๆ หนูว่าคงสวยน่าดู” ...เสียงใสซื่อของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ “ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดน (ศกร.ตชด.) บ้านแม่มุใน” ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ บอกความรู้สึกเกี่ยวกับ “โรงเรียนใหม่” ของเธอ อาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562 เวลา 10.30 น.

อยากให้เสร็จเร็ว ๆ หนูว่าคงสวยน่าดู” ...เสียงใสซื่อของเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ “ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดน (ศกร.ตชด.) บ้านแม่มุใน” ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ บอกความรู้สึกเกี่ยวกับ “โรงเรียนใหม่” ของเธอ ที่มีพี่ ๆ กลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาหยิบยื่นน้ำใจ มอบโอกาสให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลแห่งนี้ ภายใต้ชื่อ “กลุ่มจิตอาสาโครงการหิ่งห้อย” ซึ่ง “ทีมวิถีชีวิต” ได้มีโอกาสติดตามเข้าไปยังพื้นที่นี้เมื่อกลางเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา และก็มีเรื่องราวภารกิจหิ่งห้อยครั้งนี้มาเล่าสู่...

กิจกรรมรูปแบบนี้จัดเป็นปีที่ 3 แล้วครับ” ...หนึ่งในทีมจิตอาสา ปองคุณ มาสีแก้ว ในฐานะหัวหน้าโครงการหิ่งห้อย บอกเราหลังจากได้ประชุมสรุปแผนงานประจำวันที่สมาชิกจิตอาสากลุ่มนี้จะต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้ เหตุผลที่ทางกลุ่มฯเลือกเข้ามาช่วยในพื้นที่บ้านแม่มุในนั้น เขาระบุว่า เมื่อปี 2561 ทางทีมงานได้มีโอกาสเดินทางมายังพื้นที่นี้ และได้เห็นว่ายังมีความขาดแคลนในหลาย ๆ ด้าน โดยการคมนาคมขนส่งนั้น ช่วงหน้าฝนจะลำบากมาก ขณะที่เรื่องน้ำ หากเข้าสู่ช่วงหน้าแล้งเด็กและคุณครูก็มักจะมีน้ำไม่พอใช้ ที่สำคัญในส่วนของอาคารเรียนนั้นเป็นเพียงโรงเรือนโล่ง ๆ มีผนังที่ทำจากไม้ไผ่ขัดแตะ และมุงหลังคาด้วยสังกะสีเท่านั้น ซึ่งเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเด็ก ๆ จะต้องเรียนในห้องเรียนที่เปิดโล่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยเมื่อทีมงานนำข้อมูลมาปรึกษากัน จึงสรุปว่าควรสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ รวมถึงสร้างบ้านพักใหม่ของเด็ก ๆ แทนที่ของเดิม พร้อมกับปรับปรุงพื้นที่โดยรอบให้สวยงามด้วย จึงเป็นที่มาของ “โครงการหิ่งห้อย” ปี 3 ในพื้นที่นี้



อากาศที่นี่ช่วงฤดูหนาวจะหนาวมาก แถมลมพัดแรง ขนาดผู้ใหญ่ยังทนแทบไม่ไหวเลย เราจึงคิดว่าอาคารเรียนหลังใหม่น่าจะตอบโจทย์ ส่งเสริมการเรียนการสอนให้น้อง ๆ ได้มีโอกาสเพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มาของกิจกรรมปีนี้”

ขณะที่ คุณครู ตชด. หญิงท่านหนึ่ง ก็บอกเล่าขณะที่เรากำลังดูบรรยากาศการเรียนการสอนที่อาคารเรียนหลังเดิมว่า...

เด็ก ๆ ที่นี่มีทั้งหมดประมาณ 50 คนค่ะ การเรียนการสอนเริ่มตั้งแต่ชั้นปฐมวัยไปจนถึงชั้น ป.3 ซึ่งเด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ปกาเกอะญอ ปะโอ เป็นต้น โดยเด็กส่วนหนึ่งต้องพักที่โรงเรียน เพราะหมู่บ้านอยู่ห่างไกล ดังนั้น คุณครูที่นี่ นอกจากจะต้องสอนนักเรียนในเวลาปกติแล้ว ยังต้องผลัดเวรกันดูแลนักเรียนบ้านไกลที่พักค้างอยู่ที่โรงเรียนด้วย ซึ่งคุณครูทุกคนที่นี่ยินดีและเต็มใจทำค่ะ เพราะเด็ก ๆ เขาน่ารักมาก”



ด้านคุณครู ตชด. ชายท่านหนึ่งก็ได้เล่าให้ฟังว่า เด็ก ๆ ตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าจะได้เรียนในโรงเรียนหลังใหม่ที่มีพี่ ๆ กลุ่มจิตอาสาหิ่งห้อยเข้ามาช่วยกันจัดสร้างให้ ซึ่งเริ่มต้นดำเนินการกันมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561... ภาพที่จะเห็นตลอดเลยก็คือ จะมีเด็ก ๆ ไปยืนดูพี่ ๆ เขาทำงาน ซึ่งหลายคนก็มาบอกกับครูว่า สงสารพี่เขา พี่เขาคงเหนื่อยน่าดู พอเรานำไปบอกเล่าให้กับทางทีมงานฟัง ก็ทำให้ทีมงานที่กำลังเหนื่อยหายเหนื่อยกันเป็นปลิดทิ้ง”... เป็นบรรยากาศที่มีการบอกเล่าไว้
ความประทับใจ” นี้ ก็คล้ายกับเรื่องราวที่ ธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ ผู้บริหาร ซีเค พาวเวอร์ รู้สึกประทับใจ และได้เล่าให้ฟังไว้ว่า ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่จิตอาสาเข้ามาก่อสร้างอาคารเรียน ภาพที่ทุกคนเห็นเป็นประจำคือ เด็ก ๆ ที่ไม่ได้ใส่รองเท้ามาวิ่งเล่นรอบ ๆ พื้นที่ก่อสร้าง บ้างก็ยืนดูพี่ ๆ ทำงาน และมีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ “ฉัตรชัย” เป็นเจ้าของเรื่องราวประทับใจ โดยเรื่องมีอยู่ว่า...



วันหนึ่งเด็กชายฉัตรชัยคนนี้ก็ได้เดินเข้ามาทักภรรยาของผม ที่มาช่วยทำกับข้าวให้ทีมงาน พร้อมกับบอกว่า ป้า ๆ หนูมีของอยากจะให้ป้า ภรรยาผมก็ถามว่าจะให้อะไรป้า ฉัตรชัยก็บอกว่า หนูมีรถคันหนึ่งจะให้ เป็นรถเด็กเล่นคันเล็ก ๆ เป็นรถที่เขารักมาก ภรรยาผมก็เลยถามฉัตรชัยว่า มีของเล่นเยอะเหรอ ถึงจะเอารถคันนี้มาให้ป้า ฉัตรชัยก็บอกว่า เขามีของเล่นแค่อย่างเดียว แม่เก็บเงินซื้อให้เขา และเขาก็รักมันมาก ภรรยาผมก็ถามต่อไปว่า ถ้ารักรถคันนี้มาก ทำไมไม่เก็บเอาไว้ล่ะ เอามาให้ป้าทำไม ฉัตรชัยก็ตอบซื่อ ๆ ว่า อยากให้ป้า เพราะป้าและพี่ ๆ มาสร้างโรงเรียนให้เขา ก็เลยอยากให้อะไรเพื่อตอบแทน ซึ่ง จริง ๆ การที่เรามาทำงานจิตอาสาที่นี่ เราก็ไม่ได้บอกฉัตรชัยหรอกว่าเราจะมาสร้างโรงเรียนให้เขา แต่เขารับรู้ได้ ทั้งที่เขาเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ ผมว่าทั้งฉัตรชัยและน้องคนอื่น ๆ เขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่นี่มันคือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน”



...ทางธนวัฒน์ระบุพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเล่าให้ฟังต่อไปถึงเป้าหมายของกิจกรรมกลุ่ม “หิ่งห้อย” ว่า เกิดจากการที่ทุกคนเล็งเห็นร่วมกันว่าทรัพยากรบุคคลคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ต้องฟูมฟักเพื่อเป็นพื้นฐานในการเติบโต แต่จะทำอะไรอย่างไรกันก็ถือเป็นโจทย์ ซึ่งก็คิดถึงกิจกรรมสร้างความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่รูปแบบนี้ขึ้นมา โดยการที่มาทำกิจกรรมนี้ นอกจากจะได้เป็น “ผู้ให้” แล้ว ทุกคนที่เข้าร่วมก็ยังได้เป็น “ผู้รับ” อีกด้วย เพราะการที่ทุกคนได้มาอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ได้ตื่นมาเจอกันตอนเช้า ทานอาหารร่วมกัน แล้วก็ไปลงมือทำงานด้วยกัน สภาพแวดล้อมแบบนี้ช่วยให้กำแพงของแต่ละคนสลายไป เพราะทุกคนต้องช่วยกันทำให้ภารกิจบรรลุ ทำให้มีความเป็นเพื่อนกันมากขึ้น ซึ่งผลที่ออกมานอกจากจะเป็นการให้แก่สังคมแล้ว ยังช่วยทำให้คนที่มาร่วมกันให้นั้นมีคุณภาพมากขึ้น... สถานที่อาจเปลี่ยนไป แต่เป้าหมายไม่เคยเปลี่ยน เพราะนี่ถือเป็นดีเอ็นเอของเราแล้วครับ”



ทั้งนี้ กับการเป็น “ผู้รับ” ที่เริ่มต้นจากการเป็น “ผู้ให้” นั้น เรื่องนี้ ตรีชนา ส่งเสริมสกุล หิ่งห้อยสาวจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้เล่าถึงความรู้สึกให้ฟังว่า จริง ๆ โครงการนี้เริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งพอทุกคนมาอยู่ร่วมกันในที่ทุรกันดาร ต้องทำงานร่วมกัน ต้องเหนื่อยเท่า ๆ กัน พอทำสำเร็จผ่านพ้นไปได้ก็พบว่าทุกคนรู้จักกันได้ดีในระยะเวลาอันสั้น แล้วพอกลับไปใช้ชีวิต กลับไปทำงานตามปกติ ก็สัมผัสได้ว่าทุกคนทำอะไรร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น จากจุดนั้นก็เลยเห็นว่ากิจกรรมนี้มีประโยชน์มากกว่าจะทำกันแค่กลุ่มเล็ก ๆ ก็เลยขยายขึ้นเรื่อย ๆ จนครั้งล่าสุดถือว่าเยอะที่สุด ขณะที่ 3 ครั้งก่อนหน้าแต่ละครั้งก็มีคนเข้าร่วมกว่า 50 คน

เราทำกันเองทุก ๆ อย่าง ตั้งแต่งานจองเรื่องการเดินทาง ที่พัก ทำกับข้าว แม้แต่ล้างห้องน้ำ โดยเราจะกระจายงานออกไป ไม่จำเป็นว่าคนนั้นคนนี้ปกติจะมีหน้าที่อะไรอยู่ ทำให้แต่ละคนค้นพบความสามารถตัวเองในด้าน อื่น ๆ ซึ่งเรื่องโกรธกัน ทะเลาะกัน มันก็มีบ้างเป็นธรรมดา แต่พอทุกคนเห็นผลงานสำเร็จ เห็นผลจากหยาดเหงื่อแรงกายที่ทุมเทลงไปเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ทุกคนก็หายเหนื่อย และยิ้มให้กันได้ค่ะ แสดงว่าแต่ละคนรู้จักที่จะยอมกันมากขึ้น ซึ่งก็ถือว่าพวกเราไม่ได้เป็นผู้ให้อย่างเดียว แต่พวกเรายังเป็นผู้รับที่ได้รับสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตด้วยค่ะ” ...หิ่งห้อยสาวจิตอาสาคนเดิมบอก พร้อมกับเน้นย้ำว่า... พวกเราตอนนี้...เหมือนว่าแสงหิ่งห้อยเข้าไปอยู่ในใจของเราทุกคนแล้วค่ะ”



นอกจากนั้น จิตอาสาคนนี้ยังได้ถ่ายทอด เรื่องราวประทับใจที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วยว่า บางครั้งงานค่อนข้างหนักและเหนื่อย จนบางทีบางคนก็รู้สึกหมดแรง เพราะความเหนื่อยของแต่ละคนนั้นมีลิมิตไม่เท่ากัน บางคนอาจจะเคยทำงานอยู่แต่ในออฟฟิศ พอต้องมาจับจอบถือเสียมขุดดิน ซึ่งเป็นงานที่ไม่ถนัด หรือไม่เคยทำมาก่อน ก็ทำให้เกิดความท้อแท้ได้ในบางครั้ง แต่พอได้เห็นรอยยิ้มที่ใสซื่อ เห็นแววตารอคอยโรงเรียนหลังใหม่ของเด็ก ๆ ที่มักจะคอยแวะเวียนมาดูการทำงานกัน และบางทีก็มีคำบอกเล่าที่ฟังแล้วชื่นใจ ก็ทำให้ความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ มลายไป... ดีใจที่สิ่งที่ทำนี้จะมีประโยชน์กับเด็ก ๆ และคุณครูที่นี่ค่ะ” ...ตรีชนาระบุ

โรงเรียน...ของหนู...อยู่ไกลไกล๊ไกล...อยากให้...คุณคุณหันมอง...” ...เนื้อเพลงของศิลปินเพื่อชีวิต พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ที่ถูกเขียนไว้บนกระดานดำในห้องเรียนหลังเดิม ถูกขับขานออกมาเป็นบทเพลงจากเหล่านักร้องตัวจิ๋ว ๆ โดยมีคุณครู ตชด. ชายท่านหนึ่งคอยกำกับจังหวะ ถึงแม้เสียงร้องที่เปล่งออกมาอาจไม่ชัดถ้อยชัดคำ เนื่องจากเด็ก ๆ ที่ “ศูนย์การเรียนรู้ฯ บ้านแม่มุใน” แห่งนี้เป็นเด็กชนเผ่า ทว่าน้ำเสียงที่ตั้งใจ รวมถึงแววตาสดใสที่ฉายความมุ่งมั่น ก็ทำให้ผู้ได้ฟังอดที่จะรู้สึก “อิน” ไม่ได้...



และย่อมจะดีมาก ๆ อย่างแน่นอน... หากที่อื่น ๆ ส่วนอื่น ๆ ต่างก็มีการทำให้ “บรรยากาศแห่งความน่าประทับใจ” เฉกเช่นที่เกิดขึ้นจากภารกิจ “จิตอาสาหิ่งห้อย” ...เกิดขึ้นโดยทั่วไป...ทั่วทุกหัวระแหงในเมืองไทย.

---------------------------------
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 45