อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562

กว่าจะเป็นพยาบาลที่พิการ แฟนทิ้ง'ใจแกร่งสู้ซึมเศร้า'

สัปดาห์นี้เปิดชีวิตสาววัย 26 ปี หลังประสบอุบัติเหตุพิการ ปัญหารุมพ่อแม่แยกทางกัน ซ้ำถูกแฟนทิ้งป่วยซึมเศร้า ก่อนฟื้นจิตใจเรียนต่อจบเป็นพยาบาลสุดแกร่ง อาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562 เวลา 08.00 น.


ความสูญเสียที่ไร้จุดสิ้นสุด แต่อย่างน้อยก็ผลักคนไม่ดีออกจากชีวิต...เป็นเสมือนคำคมประจำกาย ของสาวพยาบาล ที่เธอบอกว่า กว่าจะเป็น...กรรณิการ์” ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ใช่แล้วเธอมีชื่อจริงว่า “กรรณิการ์ ศรีวิจา” หรือ “ยิว” สาวพิการวัย 26 ปี จากเด็กผู้หญิงที่สูง 165 ซม. วันนี้ความสูงในบัตรประชนชนเหลือ 125 ซม.

ใครที่กำลังท้อและบอกว่าชีวิตตัวเองลำบาก หากได้รับรู้และลองสัมผัสความรู้สึกของเธอ เชื่อว่าน่าจะมีพลังใจให้เดินผ่านอุปสรรคชีวิตไปได้...



เธอเริ่มเล่าจากการเดินตามความฝัน เธอเป็นเด็กบ้านนอก บ้านแม่ตื่น อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ที่หอบความฝันอยากเป็นพยาบาล คิดไว้ตั้งแต่ ม.3 เริ่มต้นด้วยการเรียนสายวิทย์-คณิต (ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์) มันไม่ง่ายเลย เพราะเธอไม่ใช่เด็กเก่ง แต่ก็ทำสำเร็จสอบเข้ามเรียนได้ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่

มันไม่ง่ายที่จะผลิตพยาบาลให้ออกมาสู่การทำงานจริง เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เท่ากัน” เธอย้ำให้ฟัง ก่อนที่จะบอกถึงจุดเปลี่ยน เพราะ...อุบัติเหตุไม่สามารถคาดเดาได้ จากครั้งหนึ่งในชีวิตที่เกิดมาปกติครบ 32 ลืมตาอีกทีต้องกลายเป็นคนพิการ จะเรียกร้องหรือย้อนอะไรกลับคืนมาก็ไม่ได้



ในปี 58 เธอจำได้อย่างขึ้นใจ วันที่ 6 พ.ย. ตอนนั้นอายุ 23 ปี กำลังจะเรียนจบ เหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้ามาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ วันนั้นเธอประสบอุบัติเหตุ หลังจากไปทานข้าวกับเพื่อนๆ และสิ่งที่ตามมาตั้งแต่ใต้ราวนมลงมาไร้ความรู้สึก “ซี่โครงหัก 2 ซี่ กระดูก T3 หัก และเลือดออกในสมอง” เพียงเพราะ...ไม่ขาดเข็มขัดนิรภัย

เส้นทางสีขาวได้จบลงแล้ว...จริงเหรอเธอจะไม่ได้ไปต่อในวิชาชีพนี้??? นี่คือความเป็นจริงของชีวิต ที่นักศึกษาพยาบาลปี 4 ที่ใกล้จบต้องรับมันให้ได้ ถามว่าหนักมากแค่ไหน “มันหนักมากจริง ที่ต้องมารับสภาพตัวเองในสถานะคนพิการ” เวลา 2 เดือนครึ่งที่หมอรพ.นครพิงค์ดูแลเธอ



หนูยิ้มให้ทุกคนและบอกว่า ไม่เป็นไรๆ เก็บใจที่มันกำลังเศร้าไว้ และหลังจากออกจากห้องผ่าตัดทุกอย่างจะดีขึ้น บอกทุกคนว่าอย่าร้องไห้ เพราะคนป่วยยังไม่ร้องเลย ทำตัวเองให้ปกติที่สุด เพราะถ้าแสดงออกว่าเราอ่อนแอนั่นแปลว่าครอบครัวจะเป็นกังวล” เธอส่งรอยยิ้มขณะพูด ด้วยนัยตาที่เศร้าหมอง

ขณะนั้นแฟนหนุ่มของเธอ ซึ่งเป็นตำรวจ ได้ปลอบเธอว่า “อยากร้อง ก็ร้องมันออกมา ตัวเองไม่ต้องทำตัวเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้ เขารู้ว่าตัวเองไม่อยากอ่อนแอให้ใครเห็น” เธอได้แค่ยิ้มกลับไปแล้วไม่พูดอะไร ก่อนจะกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ซึ่งสิ่งที่ต้องทำตอนนี้ไม่ใช่คิดฟุ้งซ่าน แต่ต้องสลัดมันทิ้ง แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้น ปัญหาหลายๆ อย่างเริ่มรุมเร้ามันมืดไปหมด ...พ่อแม่หนูแยกทางกันค่ะจึงต้องพึ่งแฟนน้องชายที่มาค่อยดูแลอยู่กับป้าที่บ้าน



สิ่งต่างๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่กัดกินจิตใจ เธอเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า ดีที่สุดคือการนั่งวีลแชร์ไปนั่งสูดอากาศหน้าบ้าน ตอนนั้นเธออับจนคิดได้เพียงแค่ว่า เพึ่งจะอายุ 23 ปีต้องเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง แอบร้องไห้ทุกครั้งในห้องน้ำ หลังออกจากห้องน้ำก็กลายเป็นคนปกติ และก็ยังยิ้มดังเดิม

กระทั่งแฟนหนุ่มขออนุญาตให้เธอย้ายไปอยู่ด้วยที่ อ.สามเงา จ.ตาก และจะเป็นคนดู เธอเลือกถักตุ๊กตาขายเป็นรายได้เสริม 3,000 บาท/เดือนจนกลายเป็นอาชีพหลัก ซึ่งใครจะคิดว่าเหตุการณ์เลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นกับเธออีกครั้ง คำตอบที่มาพร้อมน้ำตา ...เขาแอบไปคุยกับผู้หญิงคนอื่น ปล่อยให้หนูอยู่ห้องคนเดียว ตอนเช้าได้กินแค่นม มื้อเที่ยงเอาข้าวกล่องมาวางไว้ให้ ตอนเย็นก็ไม่ต่างกัน ไม่ไปส่งทำกายภาพที่โรงพยาบาล กว่าจะกลับก็ห้าทุ่มเที่ยงคืนสุดท้ายเธอก็ทนไม่ได้ เหตุผลข้อเดียวคือ “หนูเดินไม่ได้” ถูกทิ้งหมดประโยชน์เจ็บปวดมากกว่าการผ่าตัด



เธอกำลังรู้สึกเหมือนโดนกระทืบและเหยียบซ้ำจมลงไปในดิน “รู้สึกไร้ค่า-น่ารังเกียจ-ไม่มีอะไรต่อกัน” หลังจากนั้น 11 ส.ค.59 เธอย้ายมารักษาตัวที่รพ.สันทราย โดยมีผู้เป็นย่าวัย 67 ปีคอยดูแล และมารู้ทีหลังในวันที่ 11 ก.พ.60 ว่า...อดีตแฟนหนุ่มได้เสียชีวิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุรถชนต้นไม่ เธอขออโหสิกรรมในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเคยทำกรรมด้วยกันมา ไม่ว่าจะชาติไหนหรือชาตินี้ขอให้หมดเวรหมดกรรมกัน และขอให้เขาไปสู่สุขติที่ดี กระทั่งเวลาผ่านไปมีเพื่อนชายอีกคนที่เข้ามาดูแล เขาบอกเธอว่า...จะไม่ทำให้เสียใจเหมือนที่เคยเจ็บมา น่าจะเป็นความรักครั้งใหม่ที่สวยงาม แต่สิ่งที่ต้องกลับมาพบเจออีกครั้งก็คือ “การนอกใจ” เพียงเพราะ “หนูเดินไม่ได้” ซึ่งเธอกลับไม่โกธร แต่ขอบคุณที่ได้พลักดันให้ชีวิตดีขึ้น และได้ปล่อยคนไม่ดีออกจากชีวิตไปอีกหนึ่งคน

เธอจึงอยากที่จะระบายความในใจ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เขียนเพจ “บันทึกจากวีลแชร์” ซึ่งความเจ็บปวดสอนให้เธอรักตัวเองและพาตัวเองออกไปวิ่ง วิ่งในแบบที่ใช้แขน ฟังคำสอนของพระทุกคืน อ่านหนังสือปรัชญาเป็นตั้งๆ เพื่อพัฒนาจิตใจและความคิดของตัวเอง ทุกกิจกรรมทำให้เธอรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงคือ การทำประโยชน์เพื่อคนอื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยทำไปเรื่อยๆ 

จนมีผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอมารู้ทีหลังว่าเขาอายุ 37 ปีที่ติดตามเพจ กลายมาเป็นแฟนคนปัจจุบัน ได้แนะนำให้เขียนจดหมายถวายฎีกาถึงสมเด็จพระเทพฯ เพื่อกราบทูลขอกลับไปเรียนต่อ กระทั่งมีเสียงผ่านสายโทรศัพท์ “กรรณิการ์ เธอสามารถกลับมาเรียนได้” จากสถานะผู้ป่วยเปลี่ยนเป็นนักศึกษาพยาบาล ไม่ใช่งานง่ายเลย เพราะต้องรื้อความทรงจำในหนังสือใหม่ทั้งหมด กับ 2 ปีที่ไม่ได้แตะมันเท่าไหร่ ดีที่ยังเข้าไปช่วยงานในวอร์ดตอนที่รักษาตัวอยู่ 





เธอขอบคุณโชคชะตา หรือจะเรียกว่าอะไรก็ได้ที่เข้ามาพิสูจน์...ว่าตัวเธอมีศักยภาพพอที่จะทำสำเร็จ และได้กล่าวขอบคุณ...อุบัติเหตุที่สอนให้เธอพิการ ถ้าไม่ลองพิการก็คงไม่มีเธอวันนี้ เพราะเธอคนเก่าอาจจะเป็นคนหนึ่งที่เอาแต่แต่งตัวสวยๆ ไปทำงาน ซื้อของแพงๆ ติดหรูอยู่สบาย ใส่ชุดรัดรูปผิดกฎของโรงพยาบาล จากคนที่รักแต่ตัวเองกลายเป็นเธอคนใหม่ที่มีความสุขที่หาได้ง่ายมาก แค่ยิ้มให้กับคนไข้ คุยกับคนไข้ก็เพียงพอแล้ว ไม่แน่วันนี้สูง 125 ซม. สักวันอาจจะกลับมา 165 ซม. เหมือนเดิมก็ได้ “ไม่ลองทำ ไม่มีใครรู้” แต่เธอก็ไม่เคยโกธรคนอื่นที่จะมองว่าด้อยกว่า เพราะคนเหล่านี้มักจะใช้บรรทัดฐานจากตัวเองมาตัดสิน สิ่งหนึ่งที่ทำได้ คือให้เวลากับคนเหล่านั้น แล้วค่อยๆ แสดงให้เห็นว่า “เราทำได้” สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วเขาก็จะเปิดใจและให้เราลงมือทำเอง

เมื่อชีวิตเราต้องการโอกาส เราก็ควรจะให้โอกาสกับตัวเราเอง บนเส้นทางที่เราเดินไม่ได้เหมือนกันทุกคน บางคนต้องล้มก่อนแล้วถึงจะลุกมาประสบความสำเร็จได้ อย่างชีวิตของเธอคนนี้ “กรรณิการ์ ศรีวิจา” ความจริงของชีวิต...ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ.
....................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
เครดิตภาพ : @บันทึกจากวีลแชร์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 12.82K