อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562

เปิดมุมมองน่าคิดจากข่าว 'เด็ก14ปี'หนีออกจากบ้าน

สัปดาห์นี้ยกเคสเด็ก 14 ปีหนีออกจากบ้าน หลากแง่มุมสังคมวิจารณ์ ท้ายสุดถ้าเปิดใจรับฟังคุณจะได้อะไรอีกมาก นับเป็นอุทาหรณ์ที่หลายครอบครัวจะได้คิด พฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2562 เวลา 12.00 น.


ก่อนหน้านี้หลายคนก็คงจะได้ทราบข่าวไปแล้วว่า เกิดเหตุเด็กหญิงรายหนึ่งหายออกจากบ้านไปหลายวัน ทำให้ที่บ้านเกิดความเป็นห่วง แชร์ภาพเด็กลงในโซเชียลฯ มากมายเพื่อหาเบาะแส และแจ้งความกลายเป็นข่าว ในที่สุดตามตัวเจอพบว่า ไปต่างจังหวัดกับพ่อเพื่อน ซึ่งเมื่อกลายเป็นคดีความพรากผู้เยาว์ สื่อก็ต้องปกปิดเรื่องราวของเด็ก เพื่อป้องกันการละเมิดผู้เยาว์ และคดีก็เดินหน้าต่อไป

เมื่อเป็นข่าวลงอินเทอร์เน็ต แน่นอนว่าก็ต้องมีการแชร์ข่าว มีการแสดงความเห็นต่างๆ อย่างล้นหลาม ซึ่งเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน การแสดงความเห็นก็เปลี่ยน อย่างที่เรามักจะเห็นเวลา “คดีพลิก” เดิมเข้าข้างเห็นใจฝ่ายหนึ่งอยู่ดีๆ พอข้อเท็จจริงอีกชุดโผล่มา ก็เปลี่ยนไปประณามก่อนด่าฝ่ายที่เคยเห็นใจก็ได้ มันเป็นเรื่องไม่แปลกที่คนเราอยากมีส่วนร่วมกับสถานการณ์หรือกระแส ณ ขณะนั้น และจะไหลไปตามความเห็นส่วนมากได้ง่าย

ในความเป็นข่าวสิ่งที่หลายคนอยากรู้คือ...คดีนี้จะจบอย่างไร? ผู้สื่อข่าวเองก็ต้องไปหาความคืบหน้ารายงานเป็นระยะ ทั้งเรื่องปฏิกิริยาท่าทีของเด็กเอง การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และที่หลายคนอยากรู้ก็คือ “พฤติกรรมที่เกิดขึ้น” หรือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กกับคู่กรณีในข่าว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหว ถ้ารายงานไปก็จะกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของเด็กและครอบครัว



และมันกระทบกระเทือนไปถึงอนาคตของเด็ก เมื่อกลายเป็นข่าวในเชิงลบ เด็กเองก็มีโอกาสจะโดนตีตราจากสังคม เพื่อน โรงเรียน ด้วยชุดความคิดที่ไม่ดีนัก ทำให้เกิดความลำบากต่อการใช้ชีวิตไปอีก โดยเฉพาะเด็กในช่วงวัยรุ่นที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน ความคิดอะไรก็ค่อนข้างเยอะและแปรปรวน อ่อนไหวได้ง่าย อาจกลายเป็นโรคซึมเศร้า และอาจเกิดการกระทำอะไรที่คาดไม่ถึงเพื่อจบปัญหาเอาได้ง่ายๆ

การให้ความสนใจกับข่าวนี้ จึงต้องพ่วงด้วยคำว่า “เห็นอกเห็นใจ” เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย พบตัวเด็กแล้ว บางทีสังคมอาจต้องปล่อยวางการติดตาม ปล่อยวางการแสดงความเห็นต่อพฤติกรรมของเด็กและให้เป็นเรื่องของครอบครัว ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและสังคมสงเคราะห์จัดการกันต่อไปเอง พูดง่ายๆ คือให้เรื่องมันเงียบไปจากกระแส เมื่อตัวเด็กเข้มแข็งพอก็พร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไป ให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนแต่ไม่ใช่ถูกจับจ้องตลอดเวลา

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนแง่มุมการรายงานข่าวที่น่าสนใจ ข่าวหรือเนื้อหาที่สื่อมวลชนจะสื่อสาร บางเรื่องเป็นการรายงานข่าวเชิงเหตุการณ์ ใคร ทำอะไร ที่ไหน กับใคร อย่างไร เพราะอะไร นั่นคือการรับรู้แล้วก็จบ และในยุคนี้เพิ่มไปด้วย “ความเห็นจากชาวเน็ต” เข้าไปอีกข้อหนึ่ง แต่ในเรื่องที่ละเอียดอ่อน บางครั้งสื่อควรจะต้องถอดแง่มุมที่เกิดขึ้นในข่าวขึ้นมาในเชิงวิเคราะห์วิพากษ์ เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นชวนให้สังคมคิด

ง่ายๆ คือ การทำข่าวเชิงตีความ ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอเหตุการณ์เอาคู่กรณีมาพูดแล้วจบ เรื่องนี้น่าจะทำให้สังคมเข้าใจไปถึงปัญหา “ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง” อธิบายง่ายๆ คือเป็นเรื่องที่เราเห็นว่ามันเป็นปกติ เป็นวิธีคิด บรรทัดฐานของสังคมที่สืบทอดมานาน ทำให้เรายอมรับจนอยู่ในระดับจิตสำนึก และหากผิดไปจากบรรทัดฐานนี้จะกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ ทั้งที่เมื่อคิดแล้ว ลึกๆ เราก็รู้สึกว่าคือ “ความไม่พึงประสงค์”



เรื่องของเด็กหญิงที่หนีออกจากบ้านรายนี้ เด็กได้เขียนจดหมายระบายความอัดอั้นใจที่อยากจะ “แหกขนบ” ของครอบครัว ในเชิงว่ามีปัญหากับแม่ และไม่ชอบการที่ถูกกำหนดบทบาทในครอบครัว โดยที่แม่เองเป็นผู้ย้ำบทบาทนั้นว่า “ลูกผู้หญิงโตขึ้นต้องทำอะไร” ในขณะที่ตัวเด็กเองอาจมีความฝัน หรือคิดว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะไปได้ไกลกว่านั้น แต่กลับถูกตีกรอบในพื้นที่แคบๆ ด้วยคำว่า “หน้าที่ของผู้หญิง”

มันก็เป็นเรื่องที่พวกสตรีนิยม (feminist) เขาพูดกันตั้งแต่ช่วงแรกๆที่มีการศึกษา อย่างนักสตรีนิยม Simone De Beauvoir พูดวาทะเด็ดว่า “เราไม่ได้เกิดเป็นผู้หญิง แต่ถูกทำให้เป็นผู้หญิง” นั่นคือความเป็นหญิงไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเพศสรีระเพียงประการเดียว แต่ถูกสังคมกำหนดบทบาทหน้าที่ว่า “ผู้หญิงต้องทำอะไร” ผ่านการอบรมเลี้ยงดู การขัดเกลาทางสังคมในรูปแบบต่างๆ เช่น การผลิตซ้ำภาพความเป็นหญิงผ่านสื่อว่าต้องมีบทบาทอะไร

ผู้หญิงถูกกำหนดกรอบให้เป็น “ผู้ดูแลครอบครัว” อยู่กับบ้านเรือน มีหน้าที่ปรนนิบัติดูแลผู้ชาย เป็นภาพที่ถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็น “ภาพปกติ” ซึ่งบางครั้งผู้หญิงเองก็ไม่มีความสุขกับภาพนี้ เพราะอยากมีชีวิตในรูปแบบอื่น แต่ก็ไม่รู้ว่า “ชีวิตที่อยากมีคือชีวิตแบบไหน” การไม่อยู่ในขนบที่ถูกสังคมวางไว้ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่เมื่ออยู่ต่อไปก็เกิดเป็นความทุกข์ที่อธิบายไม่ได้ว่า “ทุกข์เพราะอะไร” แค่รู้ว่า “ไร้ซึ่งความสุข”

ทุกข์เช่นนี้เรียกว่า problem with no name ทำให้ผู้หญิงเกิดอาการซึมเศร้า ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง the hours ที่เล่าถึงชีวิตผู้หญิงสามช่วงเวลา คงจะจำกันได้ถึงบทบาทของ Julianne Moore แม่บ้านที่ชีวิตฉากหน้าดูสมบูรณ์ มีลูกน่ารักมีสามีเอาใจ แต่แม่บ้านผู้นี้กลับมีความทุกข์ที่ลึกล้ำในชีวิตตามสูตรเดิมๆ จนวันหนึ่งที่ทำเค้กผิดพลาด ก็ตัดสินใจเอาลูกไปฝากข้างบ้านและตั้งใจไปฆ่าตัวตายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ด้วยทุกข์ที่ไม่รู้ว่าสะสมมาจากอะไร



ผู้หญิงที่เป็นแม่เอง ที่ผลิตซ้ำชุดความคิดการกำหนดหน้าที่และการกำหนดกรอบ ถ่ายทอดต่อไปยังลูกสาว ยิ่งในสังคมจีนแบบเก่า หรือสังคมที่ชายเป็นใหญ่ อย่างสังคมตะวันออกกลาง ยิ่งกำหนดบทบาทความเป็นรองให้กับผู้หญิงไว้ชัดเจน ผ่านวาทกรรมประเภท “มีหน้าที่ต้องดูแลผู้ชาย” “ผู้หญิงต้องเชื่อฟังผู้ชาย” “จะเรียนสูงไปทำไมจบไปก็มีผัวต้องดูแลผัว” การตีกรอบนี้ก็เห็นได้จากจดหมายที่เด็กหนีออกจากบ้านเขียนหาครอบครัว

ในยุคที่ใครๆ ก็เข้าถึงสื่อได้ เด็กอาจเห็นภาพชีวิตที่น่าอภิรมย์มากกว่าสิ่งที่ครอบครัวตีกรอบให้ทำ ประกอบกับความเป็นวัยรุ่นที่อารมณ์แรง และอยากเป็น “ขบถ” เด็กก็ตัดสินใจอะไรแบบด่วนคิด ซึ่งเรื่องที่เป็นข่าวก็ว่ากันไป แต่ถ้าถอดรหัสจากข่าวนี้มา เราก็จะเห็นภาพความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ยังมีการกระทำต่อผู้หญิง ต่อลูกสาว อยู่ในปัจจุบันนี้ และน่าเชื่อด้วยว่ามันก็ยังมีวิธีคิดเช่นนี้อยู่อีกมากในโลกเสรีนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การกำหนดบทบาทที่ไม่เท่าเทียมกันในครอบครัว บางครั้งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสมาชิก ที่เมื่อมีปัญหาอะไรก็ไม่สามารถเปิดอกเปิดใจพูดคุยกันได้ ปัญหาก็สะสมในใจจนรอวันระเบิด และผลมันอาจออกมาในเชิงที่ไม่คาดคิด เรื่องนี้ต้องใช้การเปิดใจ รับฟัง และเข้าใจ ข่าวที่เกิดขึ้นนี้ถ้าจะสรุป มันก็คือข่าวที่เป็นอุทธาหรณ์ให้หลายครอบครัวได้กลับมาคิดว่า “ทุกวันนี้เราเข้าใจกันดีพอหรือยัง”

เรื่องๆ หนึ่งมีตั้งหลายแง่มุม แล้วแต่ว่าจะหยิบอะไรมาพูด และสร้างประโยชน์ได้.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    12%

บอกต่อ : 1.45K