อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 เมษายน 2562

กูรูระดับโลกแฉเบื้องหลัง สงครามการค้าสหรัฐ-จีน

สัปดาห์นี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก กูรูระดับโลกด้านการลงทุน เผยผลกระทบจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน พฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2562 เวลา 08.00 น.


สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจโลกในปี 62 นี้ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯจึงเชิญ Professor Mark Wu ศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายที่ดำรงตำแหน่ง Henry L. Stimson Professor of Law จากมหาวิทยาลัย Harvard มาบรรยายสาธารณะในหัวข้อ The US-China Trade War หรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

เป็นการบรรยายที่น่าสนใจมาก และ ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปเรื่องไว้ในเฟซบุ๊กอย่างชัดเจนอย่างดี จึงขออนุญาตหยิบมานำเสนอให้ทุกคนที่สนใจได้ติดตามกัน

ศาสตราจารย์ Wu ผู้นี้เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงขององค์การการค้าโลก (WTO) เคยทำงานด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศทั้งกับ World Economic Forum และ the World Bank และที่สำคัญยังเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและนักเจรจาการค้าของสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และมีประสบการณ์อื่นๆ อีกมากมายร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ และองค์การระหว่างประเทศ ด้านประสบการณ์การศึกษา ศาสตราจารย์ Wu จบจากทั้ง Yale, Oxford และ Harvard ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นภาคทฤษฎี หรือภาคปฏิบัติ เมื่อศาสตราจารย์คนนี้บรรยายเรื่อง สงครามการค้า เราจำเป็นต้องฟังและคิดตามอย่างตั้งใจ



ศาสตราจารย์ Wu เริ่มต้นการบรรยายโดยตั้งคำถามกับผู้ฟัง 2 ข้อ ข้อแรก ท่านรู้สึก ตื่นเต้น หรือหวาดกลัว กับผลกระทบจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน ที่มีต่อระเบียบโลก ข้อสอง ท่านเชื่อหรือไม่ว่าพลังจากภายนอกประเทศจีน จะสามารถยับยั้ง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน

ศาสตราจารย์ Wu ก็บอกว่า ณ ปัจจุบัน ผู้ทำนโยบายการค้าของสหรัฐ คือผู้ที่ตอบว่า หวาดกลัว และเชื่อว่าพลังจากภายนอก (นั่นคือ สหรัฐ, ผู้เขียน) จะสามารถยับยั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนได้ หลังจากนั้น ศาสตราจารย์ Wu จึงบรรยายต่อถึงสถานการณ์โดยย่อของภาวะสงครามการค้าตลอดปี 2018 และสิ่งที่เราต้องรู้ 3 ข้อเกี่ยวกับสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนในครั้งนี้ โดยทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

1.สถานการณ์และความพยายามของสหรัฐฯ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของจีน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว และจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปในระยะยาว สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปก็เพียงแค่รูปแบบของการดำเนินนโยบายเท่านั้น ส่วนหลักคิดและยุทธศาสตร์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

โดยยกเหตุผลให้เห็นว่า จีนคือภัยคุกคามทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ เนื่องจาก 1.จีนใช้เงินอุดหนุนและมาตรการของรัฐอย่างมากมายมหาศาล เพื่อปกป้องธุรกิจและเศรษฐกิจจีน และอาจจะไปทำลายธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯ 2.จีนมีทรัพยากรธรรมชาติที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมหาศาล โดยเฉพาะ แร่ธาตุกลุ่ม Rare Earth แต่จีนก็มีมาตรการห้ามส่งออกทรัพยากรเหล่านี้ ทำให้ประเทศอื่นไม่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร 3.จีนมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ที่ซับซ้อนผ่านการควบรวมกิจการหลากหลายรูปแบบ และ 4.นโยบาย Made in China 2025 คือ นโยบายที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่จะสร้างโอกาสและสกัดกั้นประเทศอื่นๆ ในรูปแบบที่ไม่เป็นธรรม



ศาสตราจารย์ Wu กล่าวว่า ความพยายามในการยับยั้ง และจำกัดการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนมีมาก่อนหน้าสมัยของประธานาธิบดี ดอนัลด์ ทรัมป์ แล้ว เช่น ในสมัยของประธานาธิบดี บารัค โอบามา เครื่องมือหลักที่ใช้คือข้อตกลงการค้า Trans-Pacific Partnership Agreement (TPP) แต่ในกรณีของทรัมป์เขาไม่ต้องการใช้ TPP เพราะเขาพิจารณาว่า ข้อตกลงที่มีหลายประเทศในระดับภูมิภาคเช่นนี้ มีความยุ่งยากและมีต้นทุนที่สูงเกินไปในการที่สหรัฐฯ จะต้องไปเจรจาและยอมผ่อนปรน ลดหย่อน และให้สิทธิประโยชน์กับหลายๆ ประเทศ

“ทรัมป์” คือคนที่มองว่าการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า จะสามารถทำได้ง่ายและมีต้นทุนที่ต่ำกว่า หรือแม้แต่การใช้นโยบายในลักษณะฝ่ายเดียว ก็จะเป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ มากกว่า เราจึงเห็นการประกาศสงครามการค้า นั่นนำไปสู่ข้อที่ 2

2.การดำเนินนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ จึงเป็นการหวังผลทางยุทธศาสตร์เป็นอันดับ 1 (ในขณะที่มีการหวังผลทางการเมืองเป็นผลได้อันดับรอง) โดยดำเนินนโยบายนี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่จำเป็นต่อสหรัฐฯ โดย Professor Wu ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ภาคการผลิตที่จีนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษในนโยบาย Made in China 2025 มีหลายภาคการผลิตมากที่สามารถต่อยอดทางการทหาร โดยเฉพาะการผลิตอาวุธได้ ดังนั้นการออกนโยบายตอบโต้ Made in China จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของสหรัฐ และเป็นการป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ สูญเสียสถานะผู้จัดระเบียบโลกด้านความมั่นคง

ในขณะเดียวกัน ด้านเศรษฐกิจเอง จีนก็เป็นภัยคุกคาม เพราะอิทธิพลทางเศรษฐกิจในเวทีโลกขยายตัวอย่างมีนัยยสำคัญ โดยปีหลังๆ มานี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกขึ้นกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนอย่างยิ่ง และในภาคธุรกิจเอง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ธุรกิจจีนขยายตัวและมีอิทธิพลในตลาดอย่างยิ่ง



เมื่อพิจารณาทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและมิติทางความมั่นคง ยิ่งต้องทำให้ยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ ต้องสกัดกั้นจีน โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงว่าต้นทุนในการสกัดกั้นครั้งนี้จะสูงเพียงใด และนั่นนำไปสู่ข้อที่ 3

3.กฎระเบียบขององค์การการค้าโลก ณ ปัจจุบัน ไม่สามารถเข้ามาจัดการหาทางออกให้กับปัญหาสงครามการค้า ณ ขณะนี้ได้ ประเด็นนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อนทางกฎหมาย แต่สามารถสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ในกรณีของเรื่องภายในประเทศ องค์การการค้าโลกไม่สามารถเข้าไปวางกฎเกณฑ์ในเรื่องบางเรื่องได้ โดยเฉพาะ 6 เรื่องของประเทศจีน ดังนี้ 1.รัฐบาลจีนเข้าไปเป็นเจ้าของ Holding Company ที่ทำการผลิตอุตสาหกรรมหลักๆ หลายอุตสาหกรรม 2.รัฐบาลจีนผ่านทาง Central Huijin Investment เป็นผู้ลงทุนที่สามารถควบคุมสถาบันการเงินหลักภายในประเทศจีนได้

3.National Development and Reform Commission (NDRC) หรือหน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจของจีนมีอิทธิพลและสามารถควบคุมการดำเนินกิจการต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชนได้อย่างกว้างขวาง 4.ภาคธุรกิจและภาครัฐมีสายสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น 5.รัฐบาลสามารถเข้าไปควบคุมการแต่งตั้งผู้บริหารและการบริหารงานของภาคเอกชนได้ และ 6.ผู้บริหารเอกชนของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น แจ็ค หม่า และอีกหลายๆ คนก็เป็นสมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับรัฐบาล เหล่านี้ทำให้สหรัฐฯ มองว่าการแข่งขันกับจีน คือ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะไม่ใช่เอกชนแข่งกับเอกชน แต่เป็นเอกชนต้องไปต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งกฎเกณฑ์ต่างๆ ขององค์การการค้าโลกยังไม่สามารถเข้ามาจัดการประเด็นเหล่านี้ได้

ท้ายที่สุด ศาสตราจารย์ Wu ก็สรุปว่า นั่นหมายความว่าทุกฝ่าย ทุกประเทศต้องปรับตัวกับภาวการณ์เช่นนี้ ซึ่งถือเป็นความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) ที่จะอยู่กับเราต่อไปอีกนาน

นับเป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจ จึงนำเสนออย่างเต็มอิ่มเกือบจะไม่ตัดทอนให้เสียอรรถรสกันเลยทีเดียว.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    82%
  • ไม่เห็นด้วย
    18%

บอกต่อ : 536