อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562

เปตอง...กีฬาฝึกสมาธิ

สัปดาห์นี้ไปเจาะวิธีแก้โรคสมาธิสั้น คือ “กีฬาเปตอง” หนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเด็กสมาธิสั้นให้ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับชีวิต "น้องอัฐ" คว้าเหรียญทองและถ้วยรางวัลมากมาย จันทร์ที่ 14 มกราคม 2562 เวลา 14.00 น.


กีฬาสาธิตสามัคคีที่จัดเมื่อต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ลูกชายผมเปลี่ยนมาเล่นกีฬาเปตอง เขาทำผลงานได้ดีพอสมควร อีกทั้งผมได้เห็นบางมุมที่ไม่เคยเห็นในตัวเขา เช่น เขาใช้สมาธิในการโยน มีทักษะการกะระยะ ความสัมพันธ์ของตาและมือ ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจและควบคุมอารมณ์ สาเหตุที่ลูกชายผมอยากเล่นเปตองก็เพราะผมเคยพาเขาไปดูการแข่งเปตองระดับประถมศึกษาเมื่อ 2 ปีก่อน ลูกชายไปเชียร์เพื่อนที่เรียนระดับชั้นเดียวกัน แล้วได้เห็นรุ่นพี่ที่โตกว่าเขาแค่ปีเดียว เล่นเป็นตัวตีในทีมประเภทคู่ผสม โค้ชบอกให้ตีลูกไหน รุ่นพี่คนนั้นตีโดนทุกลูกเหมือนกับกดรีโมทสั่งได้
 
ปีที่ผ่านมา ลูกชายได้เป็นนักกีฬาอยู่ในทีมเปตอง ผมได้ทำความรู้จักกับทั้งนักกีฬา ผู้จัดการทีม โค้ช และผู้ปกครอง ทำให้ผมทราบว่า รุ่นพี่คนนั้นชื่อ พี่อัฐ หรือ .ช.ณัฐชนน หนอสิงหา เรียนชั้น ม.1 รร.สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา พี่อัฐจะมีคุณยายมาดูแลทุกเย็นเวลาซ้อม ผมได้คุยกับ คุณยายภาวิณี ชมสมใจ ทำให้ทราบว่า เขาเป็นเด็กสมาธิสั้น เรียนไม่เก่ง เล่าเรื่องไม่เป็น ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ แต่หลังจากที่เล่นเปตอง สิ่งต่างๆ ค่อยๆ ดีขึ้น คุณยายภาวิณียินดีบอกเล่าเรื่องราว เพราะหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเด็กคนอื่นที่มีภาวะสมาธิสั้นเหมือนกันครับ





น้าเมฆ : คุณยายทราบได้อย่างไรว่าหลานเป็นเด็กสมาธิสั้นครับ
คุณยาย : ตอนอัฐอายุ 3 ขวบกำลังเรียนอนุบาล คุณครูเคยมาปรึกษาว่าที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เพราะอยู่ที่โรงเรียนอัฐจะเงียบๆ ซึมๆ ไม่ค่อยพูด คุณยายไม่เอะใจอะไร เพราะเด็กผู้ชายคงเป็นแบบนี้ ไม่ได้พูดเก่งเหมือนเด็กผู้หญิง อีกอย่างครอบครัวเราก็อบอุ่น พ่อแม่เขาก็อยู่ด้วยกันดี แต่ยายเองเป็นคนเลี้ยงหลักเพราะพ่อแม่อัฐเขาต้องไปทำงาน แต่ยายก็สังเกตอยู่เหมือนกันว่าหลานเราไม่ค่อยพูดโต้ตอบ เวลาพูดก็จะเล่าแต่เรื่องที่ตัวเองอยากบอกและจะพูดเหมือนตัวการ์ตูน ทำให้มานึกได้ว่า สมัยที่เลี้ยงลดา (หลานสาวคนโต) เราเลี้ยงแบบชวนคุยตลอดเวลา แต่พอตอนเลี้ยงอัฐ หลานคนโตก็ต้องเลี้ยง สอนการบ้าน หลานคนเล็กเลยปล่อยให้ดูการ์ตูนไป ยายเพิ่งมาคิดได้ว่าโทรทัศน์เป็นการสื่อสารทางเดียว จุดนี้มีส่วนทำให้หลานสมาธิสั้น

น้าเมฆ : อาการเด็กสมาธิสั้นเป็นอย่างไรบ้างครับ
คุณยาย : มีอยู่ 2 อาการสลับไปมา บางทีก็นิ่งๆ เงียบๆ แต่บางทีก็ตื่นเต้นทำอะไรเร็วไปหมด จะอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ไม่มีสมาธิ พูดโต้ตอบไม่ค่อยตรงประเด็น เล่าเรื่องไม่ได้ พออัฐเข้าโรงเรียน ตอน ป.1 และ ป.2 ก็ต้องไปเรียนห้อง ก. ที่ต้องไปเรียนเสริมวันเสาร์ครึ่งวัน ตอนนั้นยายไม่สังเกตอะไรเท่าไหร่ว่าหลานเราพัฒนาการช้ากว่าคนอื่น เพราะพ่ออัฐบอกว่า ขึ้น ป.3 เมื่อไหร่ เด็กๆ ก็ไล่กันทัน จนมาถึง ป.3 หลานเราก็ยังคงช้า เรียนไม่ค่อยทันคนอื่น เด็กที่เคยอยู่ ป.1 ป.2 ด้วยกัน เขาดีขึ้นชัดเจน มีแต่หลานเราที่เหมือนเดิม ตอน ป.3 ยายยอมรับแล้วว่าหลานน่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้น ทั้งๆ ที่คนในบ้านบอกว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่ด้วยความที่เราเลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็ก เราคิดว่าหลานเราไม่เหมือนเด็กทั่วไปเพราะอ่านสมุดรายงานผลการเรียนที่อาจารย์ส่งมา ทั้ง 3 ปีอาจารย์ประจำชั้นเขียนเหมือนกันหมดคือ “ไม่มีสมาธิ” “พูดไม่เข้าใจ” พอยายเปิดใจยอมรับว่าอัฐเป็นเด็กสมาธิสั้น ยายก็เริ่มศึกษาข้อมูลและต้องหากิจกรรมมาช่วยเสริม พอขึ้น ป.4 ยายไปขออนุญาตอาจารย์ให้อัฐเรียนร่วมกับเด็กๆ ในห้อง เพราะต้องการให้เขาได้เห็นตัวอย่างเด็กคนอื่นเรียนอย่างไร อยากให้ได้เรื่องของสังคมด้วย ตอนแรกอาจารย์ไม่เห็นด้วย แต่ก็อนุญาตให้อัฐได้เข้าเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ในชั้น ส่วนเรื่องการเรียนและการบ้าน พออัฐกลับมาบ้าน ยายจะเรียนร่วมไปกับเขา โดยมีหนังสือเรียนทุกวิชาอีกหนึ่งเล่มแล้วเรียนและทำการบ้านไปพร้อมกัน ด้านการรักษา ยายไปติดต่อกับหมอ แต่ต้องรอถึง 1 ปีกว่าจะได้ตรวจ

น้าเมฆ : ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ ที่อายุเท่ากันล่ะครับ
คุณยาย : เรียกว่าไม่ค่อยทันเพื่อนในรุ่นดีกว่า ใครเขาพูดอะไรก็ตามไม่ค่อยทัน ยายจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง พอขึ้น ป.5 เด็กคนอื่นเขาเริ่มโต พอเรียนเรื่องเพศศึกษา เด็กผู้ชายก็จะทะลึ่งตึงตัง แต่หลานเราไม่รู้เรื่องเลย ด้วยความที่เราเลี้ยงเองมาตลอด อาบน้ำป้อนข้าวมาตั้งแต่เด็ก นอนก็นอนด้วยกัน แต่มีอยู่วันยายต้องไปทำธุระเลยบอกว่าคืนนี้อัฐต้องไปนอนกับคุณลุงนะ อัฐร้องไม่ยอมไป พอยายถามว่าทำไม อัฐก็ยืนยันว่าไม่ไป จะต้องนอนกับยายเท่านั้น ยายชักโกรธเพราะพูดไม่รู้เรื่อง อัฐเริ่มร้องไห้แล้วบอกว่ากลัวติดโรค ยายก็บอกว่าลุงไม่เป็นโรคอะไรแข็งแรงดี อัฐเลยบอกว่า ที่โรงเรียนสอนมาว่า ถ้าเปลี่ยนคู่นอนแล้วจะติดโรค พอได้ฟังอย่างนี้ยายโกรธไม่ลงเลย ได้แต่หัวเราะแล้วก็รู้ว่าความคิดหลานเราเด็กกว่าอายุ

น้าเมฆ : คุณยายช่วยเล่าที่มาหน่อยครับว่าทำไมพี่อัฐถึงได้มาเล่นกีฬาเปตอง
คุณยาย : หลังจากยายเริ่มปรับพฤติกรรมการเรียน อัฐก็เริ่มเรียนเป็นมากขึ้น ตอนเทอมปลาย ป.4 ยายพยายามหากิจกรรมเสริมที่ทำให้เขามีสมาธิ วันหนึ่งเดินมาเห็นสนามเปตอง เห็นโค้ชกำลังสอนนักกีฬาอยู่ เลยเดินเข้าไปพูดคุยว่าโค้ชสอนที่ไหน ต้องเล่นอย่างไร อยากให้หลานไปเรียนด้วย โค้ชบอกว่าเขาสอนเฉพาะนักกีฬา ยายเลยให้อัฐเขียนใบสมัครเป็นนักกีฬาเปตองเลย

น้าเมฆ : คนในบ้านมีใครเล่นเปตองเป็นอยู่แล้วหรือเปล่าครับ
คุณยาย : ไม่มีเลยค่ะ พ่อแม่ไม่ได้เล่น ยายเองก็ไม่เล่น มีแต่ลุงเขาเล่นเปตองที่ทำงาน มีไปแข่งกีฬารัฐวิสาหกิจบ้าง แต่ก็งูๆ ปลาๆ พอลุงเขารู้ว่าหลานจะมาเล่นเปตอง ลุงก็ตั้งใจศึกษาและเล่นจริงจังมากขึ้นเพราะจะได้บอกหลานว่าจะโยนลูกต่างๆ ต้องทำอย่างไร



น้าเมฆ : เริ่มเล่นเปตองตอน ป.4 แล้วได้ไปลงแข่งด้วยไหมครับ
คุณยาย : ไปค่ะ ได้แข่งประเภท Shooting และประเภททีม แต่ไม่ได้เหรียญอะไร เพราะเพิ่งเริ่มเล่นได้เดือนกว่าๆ ก็ไปแข่งเลย พอ ป.5 ยายก็ให้เขาเล่น Shooting จริงจัง ทำแผ่นวงมาให้ ทำระยะมาให้เขาซ้อม เพราะยายคิดว่า Shooting นี่เขาได้จดจ่อมีสมาธิ อยู่กับตัวเองมากที่สุด จริงๆ โค้ชก็อยากให้ไปซ้อมประเภทอื่นด้วย แต่หลานเราต้องค่อยเป็นค่อยไป ที่ตั้งใจเลือกกีฬาเปตองเพราะดูแล้วเหมาะกับเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น ยายเคยถามเขาว่าอยากจะเล่นอะไร เขาก็บอกว่าอยากเตะฟุตบอล อยากเล่นบาสเหมือนกับเด็กผู้ชายคนอื่นๆ แต่กีฬาพวกนั้นมันไวเกินไป อีกอย่างร่างกายเขาก็แข็งแรงสู้เด็กคนอื่นไม่ได้ แต่เปตองมันช้าและจดจ่อกว่า ตอนนั้นเขามีเพื่อนที่มาเล่นเป็นทีมด้วยแล้ว 2 คน แต่จิตใจและอารมณ์ของอัฐยังไม่นิ่ง ถ้าไปเล่นเป็นเกม ระยะแต่ละเที่ยวจะเปลี่ยนไปมา และตอนเล่นอาจจะมีเปรียบเทียบกับเพื่อนว่าคนโน้นทำได้คนนี้ทำไม่ได้ ยายจึงให้เขาฝึก Shooting เป็นหลัก อยู่กับตัวเองให้ได้ก่อน

น้าเมฆ : หลังจากฝึกซ้อมเพิ่มอีก 3 ปี ผลงานดีขึ้นไหมครับ
คุณยาย : ตอนเรียน ป.5 สาธิตเกษตรเป็นเจ้าภาพกีฬาสาธิตสามัคคี อัฐได้เหรียญทองแดงประเภท Shooting พอ ป.6 ไปแข่งที่กำแพงแสน เขาก็ได้เหรียญเงินประเภทคู่และเหรียญทองแดงประเภท Shooting พอมาปีนี้ขึ้น ม.1 ไปเล่นรุ่นมัธยมต้น เขาได้เหรียญทองประเภทคู่และเหรียญทองแดงประเภททีมที่พิษณุโลก และปีนี้เริ่มให้ออกไปลองแข่งแบบ Open เจอคนเก่งๆ ไม่ใช่เด็กด้วยกัน ให้ลองเล่นกับผู้ใหญ่ เขาก็ไปคว้าถ้วยมา 2 รางวัล

น้าเมฆ : แสดงว่าผลงานดีขึ้นทุกปี แถมปีล่าสุดได้เหรียญจากประเภทคู่และประเภททีม แสดงว่าทำงานร่วมกับคนอื่นได้ด้วย
คุณยาย : ยายสังเกตได้ชัดว่าปีนี้เขาเล่นกับเพื่อนร่วมทีมได้ดี พอเล่นประเภททีมอัฐจะเป็นตัวตีในทีม นอกเหนือจากกีฬา เขาก็ทำงานกลุ่มกับเพื่อนได้แล้ว เพื่อนเริ่มมอบหมายงานให้ทำ แต่ก่อนตอนเด็กๆ อัฐโดนเพื่อนแกล้งประจำ พอโตขึ้นเวลาจะทำรายงาน อัฐไม่ค่อยมีคนอยากอยู่ด้วย เพราะเพื่อนไม่เชื่อใจว่าอัฐทำได้ กลัวเป็นตัวถ่วงให้กลุ่มทำงานไม่เสร็จ แต่พอเริ่มมาเล่นกีฬาและได้เหรียญ ทางโรงเรียนก็มีการประกาศเด็กที่ทำชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน มียืนหน้าเสาธง มีรูปติดที่บอร์ด เพื่อนๆ ก็เริ่มให้ความสนใจว่าอัฐเล่นกีฬาเปตองได้อย่างไร เพื่อนบางคนก็ตามมาให้ช่วยสอน เรื่องของสังคมก็มีการยอมรับจากเพื่อนๆ และอาจารย์มากขึ้น

น้าเมฆ : แล้วมีการรักษาไปพร้อมๆ กันด้วยหรือไม่ครับ
คุณยาย : ใช่ค่ะ อัฐได้เริ่มรักษาตอน ป.5 มีวัดไอคิว ได้ยังไม่ถึงร้อยเลย ไอคิวอยู่ราวๆ 80-90 ยายได้คุยกับคุณหมอ อัฐก็ต้องกินยาด้วย พอดีปีนั้นคุณหมอที่รพ.ศิริราช มีการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลและประเมินเด็กสมาธิสั้นพอดี ต้องไป 10 ครั้ง ผู้ปกครองที่สนใจก็เอาข้อมูลของลูกไปแลกเปลี่ยนกัน เริ่มต้นอาการและปัญหาออกมาคล้ายๆ พอทิ้งช่วงไป เริ่มเห็นผลที่ความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการเลี้ยงดู

น้าเมฆ : แสดงว่าการเลี้ยงดูสำคัญมาก
คุณยาย : สำคัญมากค่ะ เริ่มต้นจากตัวพ่อแม่ผู้ปกครองเองก่อน ต้องยอมรับและปรับพฤติกรรมตัวเองเป็นอันดับแรก พ่อแม่ต้องสร้างบรรทัดฐานและความสม่ำเสมอขึ้นมา เพราะจากที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน ผู้ปกครองที่ทำไม่สำเร็จจะฮึดทำเป็นช่วงๆ แล้วแต่เวลาว่างและอารมณ์ของตัวเอง บางทีว่างก็มาใส่ใจ แต่พอยุ่งก็ละเลย เช่นกันถ้าวันไหนอารมณ์ดีก็จะปล่อยๆ ถ้าเครียดก็จะมาเข้มงวด แต่ของยายคือ เราทำเป็นกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ แล้วก็ปรับใช้คำแนะนำที่ได้จากหมอ ตัวอย่างเช่น เรื่องการให้คะแนนและรางวัลจูงใจ ถ้าเด็กตื่นเองได้ รับไปเลย 5 คะแนน ถ้าต้องปลุก คะแนนก็จะลดลงไป แต่ถ้าทำคะแนนได้ตามกำหนดจะได้รางวัล วิธีนี้ใช้ได้ดีในช่วงแรก แต่พอทำไปเรื่อยๆ แล้วเด็กเพิกเฉย เราก็ต้องเปลี่ยนวิธีใหม่



น้าเมฆ : ผมเห็นคุณยายมารออัฐที่สนามเปตองทุกวัน
คุณยาย : ก่อนที่อัฐจะมาเล่นกีฬานี้ ทั้งลุงและพี่สาวไม่เคยหาตัวเจอเลย ใช้เวลาครึ่งค่อนชั่วโมงกว่าจะตามหาเจอเพราะอัฐจะวิ่งไปทั่วโรงเรียน หลังจากมาเป็นนักกีฬาเปตองแล้ว ก็เลยนัดที่สนามเปตอง เลิกเรียนแล้วก็มาเจอกันที่นี่ ถ้ามีการบ้านก็ทำการบ้านก่อน เวลาซ้อมก็ไม่ได้ซ้อมแบบเอาเป็นเอาตาย แค่ให้เขาได้โยนทุกวัน บางวันซ้อมสั้นบางวันซ้อมยาว แต่ขอให้มาทุกวัน นัดหลานทั้ง 2 คนที่นี่

น้าเมฆ : แล้วพี่สาวก็เป็นนักกีฬาเหรียญทองด้วยเหมือนกัน
คุณยาย : ตอนแรกยายตั้งใจจะให้พี่สาวมาดูแลน้องชาย อย่างปีที่อัฐไปแข่งที่ขอนแก่น ลดา (พี่สาว) ก็ตามไปนั่งเฝ้าน้อง ไหนๆ ต้องไปด้วยกันอยู่แล้ว ยายก็เลยให้พี่สมัครเป็นนักกีฬาซะเลย หวังว่าให้เขาตามไปดูแลน้องเพราะน้องต้องกินยา เผื่อว่ายายไม่สบาย พี่เขาจะได้ดูแลแทนยายได้ คู่นี้เขาห่างกัน 5 ปี พอลดา เข้าทีมเปตอง ก็ต้องไปเล่นให้ทีมมัธยมปลาย แต่กลายเป็นเล่นดี ได้เหรียญทองมา 2 ปีติดต่อกัน

น้าเมฆ : คุณยายสอนหลานๆ เรื่องกีฬาอย่างไรบ้างครับ
คุณยาย : ยายบอกพวกเขาเสมอว่ากีฬามีแพ้มีชนะ อย่าไปคาดหวัง ถ้าชนะหรือทำเหรียญรางวัลได้นั่นคือ ผลกำไร แต่ถ้าไม่ได้ ไม่ต้องเสียใจ เพราะคนแพ้มีมากกว่าคนชนะ อย่างน้อยเราก็ได้มาเล่น ยายไม่อยากให้เขาคาดหวังกับการแข่งขันมากเกินไป ยายได้เห็นบุคลิกของอัฐเวลาเล่น เขานิ่งขึ้นมาก เคยถามว่าเขาไม่ตื่นเต้นเหรอ เพราะเพื่อนๆ เขาบอกว่าตื่นเต้นจนมือเย็นเลย อัฐบอกว่าเขาก็ตื่นเต้นเหมือนกัน แต่เขาไม่แสดงออก หรือเวลาแพ้ อัฐก็ไม่เดินคอตกหรือนั่งเสียใจ เขาก็ออกไปซ้อมเพื่อจะเล่นประเภทถัดไป เขาควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น



น้าเมฆ : คุณยายฝากแนะนำกิจกรรมเสริมสำหรับเด็กสมาธิสั้นไว้หน่อยครับ
คุณยาย : ถ้าใครสนใจให้ลูกหลานที่สมาธิสั้นมาเล่นกีฬา ยายอยากให้ลองพิจารณากีฬาเปตองไว้ด้วย โดยเฉพาะ Shooting เขาจะมีสมาธิ ได้อยู่กับตัวเอง ไม่ได้แข่งกับใคร พอทำตรงนี้ได้แล้ว ค่อยขยับไปเล่นประเภทคู่และประเภททีม เพื่อให้รู้จักการทำงานร่วมกับคนอื่น นอกเหนือจากกีฬา ยายให้อัฐได้ลองทำงานศิลปะ เขาชอบระบายสี ยายให้อัฐลองเล่นดนตรี โดยชักชวนให้เขาอ่านหนังสือ มีอยู่เรื่องหนึ่งเขียนว่า “เด็กสมาธิสั้นคนหนึ่งฝึกเล่นเปียโน” บ้านยายมีอิเล็กโทน ยายเล่นให้ดูก่อน เขาจึงอยากเล่นตาม พอให้เล่นเพลงต่างๆ ก็เล่นได้ สามารถแยกประสาทซ้ายขวาได้ ตอนหลังเขาเล่นเพลงบรรเลงยากๆ ได้ ยายก็แปลกใจ พอมีเรียนดนตรีที่โรงเรียน อัฐออกไปเล่นเปียโนได้ เพื่อนๆ แปลกใจกันใหญ่

น้าเมฆ : แสดงว่าต้องชักชวนให้ลองกิจกรรมที่หลากหลาย แล้วหาสิ่งที่ถนัดของเขาให้เจอ
คุณยาย : ใช่ค่ะ คำพูดกับเด็กนี่สำคัญมาก เด็กไม่ชอบการตำหนิหรอก โดยเฉพาะเด็กสมาธิสั้นมักจะทำอะไรผิดพลาดบ่อยๆ เราต้องชวนคุย ตั้งคำถามให้เป็นบวกให้เขามีส่วนร่วม ให้ลองเลือกด้วยตนเอง

น้าเมฆ : แล้วเด็กต้องกินยาแก้สมาธิสั้นตลอดไปไหมครับ
คุณยาย : ต้องยอมรับว่าการกินยาทำให้เด็กนิ่งขึ้น แต่การเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดต้องทำให้สม่ำเสมอ สิ่งนี้ช่วยได้เช่นกัน มีรุ่นพี่ที่โรงเรียนของอัฐต้องกินยาเหมือนกัน ยายเพิ่งไปเจอ ตอนนี้เป็นโปรกอล์ฟอยู่ที่โคราช ยายถามว่ายังกินยาอยู่หรือเปล่า เขาบอกว่าไม่ได้กินตั้งแต่เรียนปี 2 ปัจจุบันชีวิตเป็นปกติหายสนิทดี

หวังว่าบทสัมภาษณ์คุณยายภาวิณีกับกีฬาเปตอง จะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของกิจกรรมสำหรับครอบครัวที่มีเด็กสมาธิสั้นได้ลองเล่นดูนะครับ อย่างที่คุณยายบอกไว้ครับ การเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยบรรเทาอาการสมาธิสั้นได้ครับ.
........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://www.facebook.com/cloudbookfanpage 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    89%
  • ไม่เห็นด้วย
    11%

บอกต่อ : 142