อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562

แค่ต้องการทรัพย์สิน

สัปดาห์นี้พาไปติดตามการทำงานของ “นักสืบทุกชั้นยศ” วิเคราะห์หลักฐานกว่าจะจับคนร้ายได้ เปิดสถิติคนร้ายมักประสงทรัพย์ หรือไม่ก็ประสงค์เซ็กส์ พุธที่ 9 มกราคม 2562 เวลา 14.00 น.


คดีนี้มีเค้าโครงจากเรื่องจริงเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน นักสืบท่านหนึ่งเคยกล่าวกับผมว่า เหตุอาชญากรรมในกรุงเทพพระมหานคร มีธงสงสัยที่นักสืบจะต้องคาดการณ์จากสถิติที่ผ่านมาอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1.คนร้ายประสงทรัพย์ กับ 2.คนร้ายประสงค์เซ็กส์

ค่อยๆ ตัดไปทีละประเด็น แล้วจะหามูลเหตุฆาตกรรมถูก”

เหตุฆาตกรรมนี้เกิดขึ้นที่ชั้น 2 ของหอพักแห่งหนึ่งในถนนที่ถือว่าเปลี่ยวตอนกลางคืน ในช่วงนั้นทางแทบจะพังเพราะมีการก่อสร้างแนวรถไฟฟ้า ตำรวจไปตรวจสอบเหตุฆาตกรรมหญิงสาวถูกแทงเสียชีวิตในสภาพเปลือยกาย ห้องมีร่องร่อยรื้อค้น นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เดินทางไปตรวจจุดเกิดเหตุ ด้วยความเป็นนายจึงฟันธงได้เองว่า “เรื่องชู้สาวอย่างแน่นอน หึงจนก่อเหตุแบบนี้”

ธงที่ถูกตั้งโดยยังไม่ได้สรุปหลักฐานจุดเกิดเหตุ มีผลให้ตำรวจต้องพุ่งเป้าที่คนรักเพื่อนร่วมงานของผู้ตายทั้งหมด มีเพียงนักสืบที่กระซิบคุยกับนักข่าวสนิทๆ ว่า “แกไม่ได้เป็นนักสืบ แกจะไปรู้อะไร ตอนนี้เราตรวจศพแล้วพบว่าไม่มีร่องรอยข่มขืน สร้อยคอทองคำผู้ตายหายไป มีดที่ก่อเหตุน่าจะเป็นมีดในห้องพักผู้ตายเอง แสดงว่าคนร้ายไม่ได้เตรียมอาวุธมา”

ธงส่วนหนึ่งมุ่งเป้าไปที่ประสงค์ทรัพย์ ตำรวจไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องตรวจสอบข้ามวันข้ามคืนต่อเนื่องหลายวัน นักสืบทุกชั้นยศต้องมานั่งดูกล้องทีละตัวๆ จนพบผู้ต้องสงสัยออกจากหอพัก ประติดประต่อเรื่องราว เส้นทางหลบหนี



ขณะที่ธงซึ่งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่วางไว้ นักสืบอีกชุดก็ต้องไขความเป็นไปได้ออกไปทีละจุดทีละเปลาะ ตรวจสอบคนรัก เพื่อนร่วมงาน หาไปยังกิ๊กของผู้ตาย ถ้าจะพบความสัมพันธ์ถูกวางแบและไล่ตรวจสอบทีละคน ทีละคำถาม คัดสิ่งที่น่าสงสัยออกหมด ให้เหลือแต่ข้อเท็จจริง “เราสอบทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายแล้ว แม้จะเป็นคนสวย มีแฟน มีคนรัก แต่ทุกคนที่เธอรู้จัก ทั้งในมือถือในไลน์ ไม่มีใครไปยังจุดเกิดเหตุเลย ตัดไปได้เลยว่า เธอถูกคนรู้จักฆ่า”

แล้วคนไม่รู้จักจะมาฆ่าเธอทำไม เตารีดยังเสียบปลั๊กอยู่ ทำไมเธอถึงไปเปิดประตูให้คนที่ไม่รู้จักล่ะ” นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หล่นคำถามสงสัย นักสืบขบกรามคิดในใจ “นั่นแหละ สิ่งที่น่ากลัวสุดของมนุษย์บางคนก็คือ ด้านมืด ซึ่งกระทำสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่อาจทำได้”

หญิงสาวเพึ่งเลิกงานเป็นพนักงานให้บริการรถทัวร์ รถทัวร์เพึ่งจะเข้าขนส่งหมอชิต เธอเปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนเช้าตรู่และเดินทางกลับหอพัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากขนส่ง กะจะหลับให้เต็มตื่น เพราะเดินทางมาทั้งคืน ผู้โดยสารอาจจะได้หลับ คนขับทำหน้าที่กุมพวงมาลัยเดินทาง แต่เธอวุ่นอยู่กับบริการของกินเครื่องดื่ม

มีเพื่อนร่วมงานแซวว่า เธอเปรียบเหมือนแอร์โฮสเตสแห่งรถทัวร์ หญิงสาวคิดว่าหากรูปร่างที่ดีก็คงเป็นแอร์โฮสเตสได้ แต่ชีวิตที่ถูกทำให้ไม่เหมือนกัน ไม่ได้โอกาสเท่าเทียม จึงจำต้องขีดเส้นได้เพียงแค่นี้

เมื่อกลับมาถึงที่พัก หญิงสาวผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หวังจะอาบน้ำแล้วนอนให้เต็มตื่น ระหว่างนั้นก็คิดได้ว่า ควรจะรีดผ้าผ่อนเตรียมไว้เสียหน่อย ตื่นมาจะได้ออกไปหาอะไรกิน ไม่ต้องพะวงกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้



คนร้ายบางคนมีพฤติกรรมการก่อเหตุซ้ำซาก” นักสืบพูดถึงคนร้ายบางคนที่เลือกวิธีหาเงินแบบผิดๆ ก้าวข้ามเส้นศีลธรรมในใจมนุษย์สู่การเป็นอาชญากรเต็มตัว วิธีหากินของมันง่ายๆ ตระเวนเตร็ดเตร่ไปตามหอพัก หากหอพักไหนมีระบบป้องกันไม่ดี มันก็จะเข้าไปเคาะประตูตามห้อง ใครเปิดประตูก็จะหาทำร้ายร่างกายหยิบทรัพย์สิน มันเคยทำแบบนี้มาแล้ว บางครั้งเหยื่อกรีดร้องเสียงดัง มันกลัวเลยหนีออกมา บางครั้งมันจัดการเหยื่อได้ แล้วหยิบทรัพย์สินไป ประวัติอาชญากรของมันยาวเป็นหางว่าว ทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏมันเลือกทางเดินนี้แล้ว

วันเกิดเหตุมันร่อนเร่เดินเตร่มาถึงหอพักเกิดเหตุ เดินขึ้นชั้น 2 อย่างง่ายๆ มันสบช่องไล่เคาะทีละห้อง เคาะห้องแรกไม่มีใครตอบรับ ห้องที่ 2 มันได้ยินเสียงทีวีเปิด ลองเคาะแต่ไม่มีใครมาเปิด หญิงชราเข้าห้องน้ำ ไม่ได้ยินเสียงเคาะประตู มันมาห้องที่ 3 เคาะประตู หญิงสาวหยุดรีดผ้าวางเตารีด แล้วเดินไปเปิดประตูด้วยความอิดโรยและคิดว่าการที่ห้องอยู่ชั้น 2 ไม่น่าจะมีเหตุอะไร เป็นความประมาทที่มนุษย์ทุกคนมีกันเสมอ เมื่อหล่อนเปิดประตูทันทีโดยไม่ดูตาแมว คนร้ายกระแทกประตูอย่างฉับพลัน ชกเข้าที่หน้าหญิงสาวหงายหลังลงพื้น ผ้าเช็ดตัวหลุด แต่คนร้ายประสงค์ทรัพย์ มันเห็นสร้อยคอทองคำที่คอหญิงสาว มันต้องการ พยายามยื้อแย้ง หญิงสาวดิ้นรนไม่ยินยอม



การต่อสู้เกิดขึ้นเพียงสักพัก คนร้ายเห็นมีดปอกผลไม้อยู่ไม่ไกล หยิบแล้วแทงหญิงสาว ไม่ได้กระหน่ำแทง มันไม่ได้แค้นหญิงสาวลึก เพราะมันไม่รู้จักส่วนตัว มันแค่ต้องการทรัพย์สิน มันแทงไป 2 แผลหญิงสาวคลานหนีไปทางห้องน้ำ พยายามขอความช่วยเหลือ มันเริ่มกลัว แต่ก็ยังตรงไปกระชากสร้อยของหญิงสาวออก ทิ้งมีด หาชุดในตู้เสื้อผ้าของหญิงสาว มีเสื้อผู้ชาย มันเปลี่ยนชุดที่เปื้อนเลือด หาถุงใส่ก่อนจะหลบหนีจากหอพักไป มันทิ้งชุดในถังขยะสักถัง ซึ่งตำรวจพบในเวลาต่อมา

หญิงสาวขาดใจตายด้วยฝีมือของมัน ซึ่งไม่เคยพบหน้ารู้จักหญิงสาวมาก่อนเลยในชีวิต และการพบกันครั้งแรกเพียงไม่ถึง 10 นาที ก็จบลงที่การฆ่าเพื่อเอาสร้อยคอทองคำไม่กี่สลึงไป

ตำรวจใช้เวลาไล่ล่าจนพบเส้นทางการขึ้นรถทัวร์หลบหนีไปต่างจังหวัด ระดมกำลังไปต่างจังหวัดไล่จากจุดที่มันลงรถ ตรวจวงจรปิดจนพบว่ามันไปหลบอยู่บ้านญาติ ตำรวจได้ข้อมูลว่า มันกินวันเกิดญาติจนเมา จึงบุกเข้าจับในตอนเช้า คุมตัวกลับมากรุงเทพพระมหานคร แววตาเรียบนิ่งของคนร้ายสะท้อนความล้มเหลวของสังคมในการทำให้มนุษย์ดีขึ้นกว่านี้



“เคยดู Seven ไหม ฉากที่น่ากลัวสุดของเรื่องนี้ไม่ใช่ฉากจบ” นักสืบบอกกับผม “แต่อยู่ตรงกลางเรื่อง เช่นตอนที่นักสืบในเรื่องเล่าว่า มีชายจูงหมาเดินเล่นกลางดึกแล้วโดนคนร้ายเข้าทำร้าย ด้วยความกลัวว่าเหยื่อจะจำหน้าได้ เลยแทงตาเหยื่อให้บอดเสีย และอีกตอนนักสืบเคยให้คำแนะนำคนทั่วไปว่า หากเจอคนจะมาข่มขืน อย่าตะโกนขอความช่วยเหลือ จะไม่มีใครช่วย ให้ตะโกนว่าไฟไหม้ คนถึงจะออกมาดูกัน...นี่แหละ คือสังคมที่เรากำลังเป็น”

สังคมที่คนไม่รู้จักกันมาก่อน เลือกลงมือฆ่าปลิดชีพกันได้ เพียงเพราะแค่ต้องการทรัพย์สิน จนยอมเชือดลมหายใจทำลายความฝันของคนๆ หนึ่งให้มอดดับไปชั่วกาล.
..................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”
ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 261