อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562

ระวังเส้นเลือดในสมองแตก โรคที่ไร้สัญญาณ'เด็กก็เป็น'

สัปดาห์นี้ขอแนะนำพ่อแม่ หมั่นสังเกตอาการ “โรคเส้นเลือดในสมองแตก” ในเด็กก็เป็นได้อย่านิ่งนอนใจ เพาะไร้สัญญาณเตือน หากผิดสังเกตรีบพาไปพบแพทย์ เสาร์ที่ 12 มกราคม 2562 เวลา 12.00 น.


เมื่อพูดถึง “โรคเส้นเลือดในสมองแตก” นับว่าเป็นภัยเงียบที่พบในวัยผู้ใหญ่ แต่ความจริงแล้วเกิดขึ้นได้ในเด็กเช่นกัน ในวันนี้จึงจะมาแนะนำพ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการของลูกๆ ถ้าพบว่าเด็กปวดหัวมาก คลื่นไส้ อาเจียน แขนขาอ่อนแรง อย่าได้นิ่งนอนใจ รีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจรับการวินิจฉัยจะดีกว่า

ก่อนอื่นไปเราทำความรู้จักกับ “โรคเส้นเลือดในสมองแตก” กันก่อน โดย นพ.ย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า โรคนี้เกิดจากความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่สมองขาดเลือด เนื่องจากหลอดเลือดตีบตัน อุดตัน จนหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย ทำให้การทำงานของสมองหยุดชะงัก



คุณหมอยืนยันว่า “โรคนี้ไม่มีสัญญาณเตือน” แต่อาจพบอาการปวดศีรษะเป็นพักๆ แล้วหายไป ซึ่งความรุนแรงของเลือดที่ออกในสมองขึ้นอยู่กับ “ตำแหน่งความผิดปกติที่พบ” หากเป็นความผิดปกติของสมองที่อยู่ด้านบน จะมีอาการปวดศีรษะ แขนขาอ่อนแรง หรือมีอาการชัก ถ้าปวดบริเวณท้ายทอยด้านหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่ใกล้กับก้านสมอง จะมีอาการปวดศีรษะ อาเจียน และหมดสติ ส่งผลให้เสียชีวิตได้

โดยความชุกของโรคนี้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับวัยผู้ใหญ่ แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กเช่นกัน เพียงแค่มีโอกาสพบได้น้อย ซึ่งอาการที่พบมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ เนื่องจากอาจมีเส้นเลือดผิดปกติ หรือภาวะเลือดออกในสมองจากการที่เส้นเลือดเจริญเติบโตผิดปกติ



นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ บอกว่า โรคเส้นเลือดในสมองแตกในเด็ก เกิดจากความผิดปกติใน 3 ระบบ ได้แก่ 1.เส้นเลือดผิดปกติในสมองแล้วแตกเอง ซึ่งพบได้น้อย 2.ภาวะที่มีความผิดปกติของเลือดแข็งตัว หรือกลุ่มโรคทางพันธุกรรม ฮีโมฟีเลีย หรือ “โรคเลือดไหลไม่หยุด” ทำให้มีอาการเลือดออกง่ายและหยุดยาก 3.ภาวะสมองได้รับการกระทบกระเทือนจนเส้นในสมองฉีกขาด เช่น โยก โยน จับสั่น เขย่าแรงๆ อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในสมองได้

สำหรับวิธีเบื้องต้น สามารถสังเกตอาการได้จากบริเวณศีรษะของเด็ก ถ้ากระหม่อมบวมตึง ร้องกวนมากกว่าปกติ ทานนมได้น้อย ปวดศีรษะ ซึมลง คลื่นไส้ อาเจียน ควรให้ทานยาแก้ปวด และให้นอนพัก โดยหมั่นสังเกตอาการเป็นระยะๆ ถ้าเด็กยังมีอาการปวดศีรษะ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป แต่หากเป็นกลุ่มเด็กที่เป็นโรคฮีโมฟีเลีย ถ้ามีอาการปวดศีรษะ หรือได้รับการกระแทกเพียงเล็กน้อย ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์โดยด่วน.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”

ขอบคถณภาพจาก Pixabay

ร่วมสนับสนุนโดย :






คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 555