อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2562

เมื่อบราซิลเดินทางขวา ด้วยลีลา"โบลโซนาโร"

ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกเพื่อนนักการเมืองด้วยกันรุมวิจารณ์ด้วยจุดยืนทางการเมืองที่ขวาจัดสุดโต่งเกินไป และการพูดจาแบบขวานผ่าซากหลายต่อหลายครั้ง ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ นั่นคือการที่บุคคลซึ่งหลายฝ่ายมองเป็นม้านอกสายตา อาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2562 เวลา 09.30 น.

ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกเพื่อนนักการเมืองด้วยกันรุมวิจารณ์ด้วยจุดยืนทางการเมืองที่ขวาจัดสุดโต่งเกินไป และการพูดจาแบบขวานผ่าซากหลายต่อหลายครั้ง แต่บราซิลต้อนรับปี 2562 ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ นั่นคือการที่บุคคลซึ่งหลายฝ่ายมองเป็นม้านอกสายตา และปรามาสด้วยนโยบายหลายเรื่องที่ “รุนแรงไป” สำหรับสังคมบราซิล นายชาอีร์ โบลโซนาโร รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 38 ของบราซิลอย่างเป็นทางการ และเป็นผู้นำคนแรกของบราซิลในรอบ 34 ปี หรือนับตั้งแต่สิ้นสุดยุครัฐบาลทหารซึ่งปกครองประเทศระหว่างปี 2507 ถึง 2528 ซึ่งมีอุดมการณ์การเมืองขวาจัด

โบลโซนาโร วัย 63 ปี อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐรีโอเดจาเนโร 7 สมัย ถือเป็นผู้นำโลกคนแรกของปีนี้ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองด้วยการปลุกกระแสประชานิยมและชาตินิยมให้ “มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลง” จากขั้วอำนาจเก่าที่ยึดครองอำนาจฝ่ายบริหารมายาวนาน โบลโซนาโรให้คำมั่นนำบราซิลซึ่งเป็นทั้งประเทศมีอาณาเขตพื้นที่และขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ “ไปสู่ทิศทางใหม่” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ “มาตรการขั้นเด็ดขาด” ปราบปรามอาชญากรรมและการคอร์รัปชั่นที่กัดกร่อนทุกภาคส่วนในสังคมบราซิลมานานหลายปี และส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ



ทั้งนี้ บราซิลเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางของการสืบสวนสอบสวนของ “ปฏิบัติการล้างรถ” (Operation Car Wash) กรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นครั้งเลวร้ายที่สุดในอเมริกาใต้ ที่มีบริษัทเปโตรบราส รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ที่สุดของภูมิภาคซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในบราซิลเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด และเชื่อมโยงไปยังอีกหลายประเทศ กระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน และการที่โบลโซนาโรแต่งตั้งนายเซอร์จิโอ โมโร อัยการผู้สืบสวนสอบสวนคดีนี้มาตั้งแต่ต้น ให้รับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม มองในมุมหนึ่งคือการที่ผู้นำบราซิลให้ความสำคัญกับคดีนี้ที่ทำลายภาพลักษณ์ของบราซิลในสายตาชาวโลกไปไม่น้อย แต่ในอีกด้านหนึ่งมีกระแสวิจารณ์เช่นกัน ว่าบางคดีที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการปราบปรามการทุจริตครั้งนี้เป็น “คดีการ เมือง” หรือไม่ เพราะนักการเมืองระดับสูงหลายคนซึ่งถูกฟ้องร้องล้วนเป็นนักการเมืองฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม รวมถึงอดีตประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟฟ์ และอดีตประธานาธิบดีมิเชล เตเมร์ ซึ่งเพิ่งส่งมอบตำแหน่งให้แก่โบลโซนาโรด้วย

อนึ่ง ด้วยความที่ประกาศจุดยืนฝ่ายขวาอย่างชัดเจน โบล โซนาโรแสดงท่าทีอย่างเปิดเผยด้วยว่า เขาเป็น “แฟนคลับ” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ นโยบายระหว่างประเทศหลายด้านของรัฐบาลชุดนี้จึงเป็นที่น่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของบราซิลต่อสถานะของกรุงเยรูซาเลมนับจากนี้ ที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีสาบานตนของโบลโซนาโรด้วย และความสัมพันธ์กับสหรัฐที่จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนในยุคของโบลโซนาโร

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ในลักษณะกระอัก กระอ่วนมาตลอด จากความทรงจำที่สหรัฐอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารจนเกิดเป็นรัฐบาลทหารปกครองบราซิลยาวนานถึง 21 ปี ส่งผลให้บราซิลกำหนดบทบาทความสัมพันธ์กับสหรัฐในแบบพหุภาคีมากกว่าทวิภาคี ที่ชัดเจนคือการรวมตัวเป็นกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ ร่วมกับรัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ แต่กลับ “น่าสนใจ” ที่โบลโซนาโรกลับมีความชื่นชอบกับสถานการณ์ในยุคนั้น และรัฐมนตรีหลายคนในคณะรัฐบาลของเขายังเป็นอดีตทหารอีกด้วย



แต่โบลโซนาโรส่งสัญญาณเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของบราซิล เพื่อกระตุ้นให้ตลาดที่ซบเซามานานกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทว่าจะเพิ่มการควบคุมการหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนจากจีน ซึ่งแน่นอนว่าเข้าทางทรัมป์ที่กำลังมีข้อพิพาททางการค้ายืดเยื้อกับรัฐบาลปักกิ่งที่ ยังหาทางออกร่วมกันไม่ได้ และการประกาศจุดยืนของโบลโซนาโรแบบนี้ส่งผลให้จีนต้องเตรียมแผนการรับมืออย่างแน่นอน เพราะอเมริกาใต้เป็นหนึ่งในทวีปที่จีนกำลังแสวงหาโอกาสเพิ่มเติมในการเจาะตลาด หลัง เมื่อปีที่แล้วประสบความสำเร็จเบื้องต้นกับอาร์เจนตินาและปานามา

อย่างไรก็ตาม โบลโซนาโรยังถือเป็นผู้ที่คาดเดายากพอสมควร เมื่อเขาเคยปรารภถึงการผ่อนคลายกฎหมายอาวุธปืน ด้วยเหตุผลที่ว่า “พลเมืองผู้บริสุทธิ์สมควรได้รับความชอบธรรมในการป้องกันตัวเอง” และการเพิ่มอำนาจพร้อมทั้งการคุ้มครองให้แก่ตำรวจในการตัดสินใจวิสามัญผู้ต้องสงสัยเป็นอาชญากร จุดกระแสถกเถียงในสังคมบราซิลไม่น้อย ซึ่งมีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงพอตัวอยู่แล้ว และไหนจะประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มเพศที่สามด้วย



ในส่วนของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน แม้โบลโซนาโรยังมีท่าทีลังเลว่าจะนำบราซิลถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสหรือไม่ แต่การที่เขาปฏิเสธคำเชิญของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการเป็น เจ้าภาพจัดการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ครั้งที่ 25 หรือ “คอป 25” ในปีนี้ จนในที่สุดชิลีรับเป็นเจ้าภาพแทน และการส่งสัญญาณผ่อนปรนความเข้มงวดของกฎหมายคุ้มครองพื้นที่อนุรักษ์ในลุ่มน้ำแอมะซอน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในบราซิล และยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะถิ่นซึ่งเหลือจำนวนไม่มากแล้ว สร้างความกังวลให้เหล่านักอนุรักษ์ไม่น้อยว่า อนาคตหนึ่งในระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป

แน่นอนบราซิลในยุคของโบลโซนาโรจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับบราซิลในแทบทุกด้าน แต่จะเป็นแบบไหนและจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของชาวบราซิลมากเพียงใด เป็นเรื่องของอนาคตที่ชาวบราซิลทุกคนกำลังตั้งตารอด้วยความหวังและความกลัวไปพร้อมกัน.

-----------------------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 44