อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562

ถอดความเร็ว110กม./ชม. วิ่งเลนขวา80อัพเฮให้สุด

สัปดาห์นี้เริ่มต้นปีช่วงการเดินทาง พาไปถอดรหัสความเร็ว100-110 กม./ชม. ขณะที่เลนขวาเหยียบได้ 80 อัพ เฮให้สุดแล้วหยุดที่ค่าปรับ เพราะยิ่งใช้ความเร็วสูงโทษปรับก็มากตามไปด้วย อังคารที่ 1 มกราคม 2562 เวลา 08.00 น.


เริ่มศักราชใหม่ 2019 ปีหมูดิจิตัล คนไทยยังเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยการท่องเที่ยวสังสรรค์กับครอบครัว ส่งท้ายห้วงเวลาแห่งการเดินทาง 7 วันอันตราย ที่ต้องคุมเข้มพฤติกรรมการขับขี่ให้ปลอดภัย



สายเร็ว-สายรีบได้เฮ!...เมื่อ พล...เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการกองบัญชาการการศึกษา (รอง ผบช.ศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะคณะกรรมการแก้ไขกฎหมายจราจรสตช. ให้ความมั่นใจถึงข้อสรุปพิกัดการใช้ความเร็วใหม่ในการขับรถ ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนำเสนอสตช. เห็นชอบในเร็วๆ นี้ และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาออกเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้ในปี 2562 เพราะกฎหมายเดิมที่บังคับความเร็วในเขตเมืองห้ามเกิน 80 กม./ชม. ส่วนนอกเขตเมืองห้ามเกิน 90 กม./ชม. ตามพ.ร.บ.จราจร ปี 2522 ใช้มาครบ 40 ปีล้าสมัย

สำหรับรายละเอียดของความเร็วรถที่กำหนดใหม่ มี 2 รูปแบบ คือ ดีฟอลต์สปีด (Default-speed) เป็นค่าความเร็วพื้นฐานหรือขั้นต่ำ และ ไซน์สปีด (Sign-speed) ค่าความเร็วที่กำหนดตามลักษณะและสภาพทางกายภาพถนน โดยบนทางพิเศษหรือทางด่วนยกระดับหรือทางด่วนลอยฟ้า ได้แก่ ทางด่วนเฉลิมมหานคร (ระบบทางด่วนขั้นที่ 1) และทางด่วนศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้น 2) รวมถึงทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 100 กม./ชม. ส่วนทางด่วนระดับดิน เช่น ทางด่วนบางปะอินหรือทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์บางช่วง ให้ใช้ความเร็วได้ ไม่เกิน 110 กม./ชม.



ขณะที่ถนนทางหลวงที่มีช่องจราจรชัดเจน มีเกาะกลาง เช่น พหลโยธิน ช่องจราจรกว้างจะให้ความเร็วไม่เกิน 100-110 กม./ชม. แต่ทางหลวงแบบสวนกัน ช่องจราจรแคบกว่า จะให้ไม่เกิน 90 กม./ชม. ส่วนมอเตอร์เวย์ให้เจ้าของหน่วยงาน คือ กรมทางหลวง (ทล.) เป็นผู้ประกาศ ขณะนี้กำหนดไม่เกิน 120 กม./ชม.

นอกจากนี้การแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าว ได้กำหนดความเร็วขั้นต่ำช่องขวาสุดบนทางหลวงนอกเขตเมืองที่มีช่องจราจรด้านละ 3 ช่องทางขึ้นไป หรือ 6 ช่องจราจรไปกลับ ต้องใช้ความเร็วขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 80 กม./ชม. แต่ไม่เกินความเร็วสูงสุดที่กำหนดคือ 90-110 กม./ชม. เพระหากขับช้าจะทำให้เกิดปัญหากับรถที่ใช้ความเร็วได้เพิ่มขึ้นตามข้อกฎหมายที่แก้ไขอีก ทั้งเพื่อเร่งระบายรถด้วย

“หากขับช้าก็ให้ใช้ช่องซ้าย ปัจจุบันไม่มีการบังคับ แต่ขอความร่วมมือให้ขับช้าชิดซ้าย เมื่อแก้ไขกฎหมายความเร็วให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันแล้ว ตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นขึ้น รวมไปถึงควบคุมรถที่ขับช้าไม่อยู่ในช่องทางที่กำหนด และควบคุมไม่ให้ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยจะเพิ่มโทษปรับผู้ฝ่าฝืนมากขึ้นเป็นขั้นบันได จากเดิมปรับ 500 บาท ยิ่งใช้ความเร็วสูงขึ้นโทษปรับจะมากขึ้นตามไปด้วย จาก 500 บาทขยับเป็น 1,000 บาทจนถึง 2,000 บาท และไต่ขึ้นไปอีก ซึ่งกำลังสรุปตัวเลขที่ชัดเจน” พล...เอกรักษ์ ย้ำข้อกฎหมายที่สายซิ่งต้องระวังไว้ด้วย



นายสุจิณ มั่งนิมิตร ผอ.สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กล่าวว่า การกำหนดความเร็วดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของกรมทางหลวง ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยคือ 1.ความเร็วที่ใช้ในการออกแบบ และจัดการด้านความปลอดภัยให้เพียงพอ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 90-110 กม./ชม. สำหรับทางหลวงทั่วไป ขึ้นกับขนาดความกว้างของเขตทางหลวง ส่วนมอเตอร์เวย์จะอยู่ที่ 130-140 กม./ชม. 2.ความปลอดภัยจากอันตรายข้างทาง เช่น ต้องอยู่ห่างในระยะที่ปลอดภัย หากรถเกิดเสียหลักตกข้างทาง หรืออาจต้องติดตั้งรางป้องกันการชนไว้ ในกรณีที่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตกในพื้นที่ดังกล่าว เช่น กรณีมีต้นไม้ใหญ่ควรห่างจากขอบผิวจราจร 4.50 เมตร หากไม่มีราวป้องกันการชน ควรจำกัดความเร็วที่ 50 กม./ชม.



และ 3.ลักษณะการใช้พื้นที่ 2 ข้างทาง เช่น ย่านชุมชน ตลาด โรงเรียนสถานพยาบาล ความเร็วควรอยู่ระหว่าง 40-50 กม./ชม. ผลการศึกษาพบว่าอัตราความเร็วบนถนนควรกำหนดไว้ที่อัตราความเร็วที่รถส่วนใหญ่ใช้ ซึ่งหมายถึงอัตราความเร็วที่รถร้อยละ 85ใช้ความเร็วไม่เกินความเร็วนี้ หรือเรียกว่าความเร็วที่ 85เปอร์เซ็นไทล์ ไม่ควรแตกต่างเกิน 20 กม./ชม. เพราะความเร็วที่แตกต่างจากความเร็วของรถส่วนใหญ่ยิ่งมากจะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงในการเฉี่ยวชน

กรณีทางยกระดับหรือทางด่วน ขึ้นกับมาตรฐานของราวกำแพงของทางยกระดับ จะออกแบบไว้ตามมาตรฐานระดับการชนที่ TL-3 ตามมาตรฐานสหรัฐฯ รถจะไม่พลิกข้ามกำแพง คือ 100 กม./ชม. กรณีทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์หรือสะพานบก ความเร็วที่ควบคุมควรไม่เกิน 100 กม./ชม.

..รุ่งอรุณ ลิ้มฬะภัณ ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้สื่อสารกับสังคมว่า ถ้าหากขับรถเร็ว 60 กม./ชม. แล้วเกิดอุบัติเหตุ เทียบเท่ากับการตกตึก 5 ชั้น ถ้าขับรถเร็ว 120 กม./ชม. เทียบเท่ากับตกตึก 19 ชั้น

เช่นเดียวกันในระยะทาง 30 กม. ใช้ความเร็วที่ 90 กม./ชม. กับ 120 กม./ชม. ถึงที่หมายต่างกันเพียง 5 นาที ยิ่งขับเร็ว...ยิ่งรุนแรง โทษปรับที่สูงขึ้นควรสยบซิ่งเกินลิมิตให้ได้ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน .
...............................
คอลัมน์ : มุมคนเมือง
โดย “เทียนหยด”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    47%
  • ไม่เห็นด้วย
    53%

บอกต่อ : 5.82K