อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 มีนาคม 2562

พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่มูลนิธิ เราไม่ได้ติดหนี้บุญคุณใคร

เปิดใจ "เสี่ยหนู-อนุทิน" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับภารกิจสู้ศึกเลือกตั้ง ในฐานะพรรคการเมืองขนาดกลางว่ามีความพร้อมอย่างไร พฤหัสบดีที่ 3 มกราคม 2562 เวลา 09.00 น.

การเลือกตั้งกำลังเริ่มขึ้น แต่ละพรรคคึกคักเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้มีโอกาสสนทนากับ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นขุนศึกนำพาสมาชิกของพรรคลงสู่สนามเลือกตั้งปี 2562 ลองไปฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองขนาดกลาง ว่ามีมุมมองอย่างไร ท่ามกลางการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

***แนวทางและจุดเด่นที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งจะเน้นเรื่องใดเป็นเรื่องหลัก

อนุทิน : แนวทางของพรรคภูมิใจไทยที่จะใช้นำมาเป็นสโลแกน หรือเป้าหมายของผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน ยึดกับคำว่า “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ทำทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน” เป็นคำไม่กี่คำ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการมากที่สุด ประชาชนคงเบื่อในเรื่องของการโต้แย้ง ขัดแย้ง ความแตกสามัคคี ของคนในชาติ คงเบื่อเกมการเมือง ที่สาดโคลนใส่กันไปมา ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองก้าวหน้าไปไหน มิหน่ำซ้ำยังถดถอยค่อนข้างมาก ต้องใช้เวลานานเกิน 10 ปีในการแก้ปัญหา



การเลือกตั้งครั้งนี้ และในสถานการณ์ปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร พรรคภูมิใจไทยก็เป็นพรรคภูมิใจไทย เป็นตัวของตัวเองมาโดยตลอด ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ไม่ได้มีความเห็นต่างอะไรกับใคร จนถึงขนาดที่ว่าต้องแก่งแย่งชิงดีกัน ต้องต่อสู้ให้ได้มาข้อได้เปรียบต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เราใช้ความเป็นตัวของตัวเอง เข้าไปทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ยึดกับสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือ การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน เป็นสิ่งที่ทำได้ เป็นการทำต่อเนื่อง เข้าไปอาสาสมัครแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน แล้วเป็นสิ่งที่จะต้องทำได้เร็ว และทำได้เลยให้ได้ผลสำเร็จเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันไป



***สิ่งที่สังเกตเห็นคือหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหลีกเลี่ยงที่จะตอบโต้ทางการเมือง หรือกล่าวหาบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่อยู่ในสนามการเมือง หรือวิจารณ์รัฐบาลก็ไม่ใช้คำพูดโจมตี หรือแข็งกร้าว ใช้คำพูดประนีประนอมที่ไม่กล่าวหาใคร

อนุทิน : ผมไม่ได้ประนีประนอม สิ่งที่ผมพูด บางทีคนอาจจะบอกว่าด่ากันตรง ๆ ดีกว่า ผมพูดออกมาหลาย ๆ อย่างในนามพรรคภูมิใจไทย หรือส่วนตัวของผม ซึ่งผมมีหลักอย่างหนึ่งคือ คิดว่าสิ่งที่ผมจะพูดเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง กับประชาชน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมไม่เคยกลัวที่จะต้องพูดอ้อมไปอ้อมมา พูดตรง ๆ ไม่ต้องไปดุด่า ว่ากล่าว หรือประชดประชัน หรือวิพากษ์วิจารณ์ บอกตรง ๆ เลยว่า ไม่ดี ไม่ควรทำ แต่จะอยู่บนพื้นฐานของการตรงไปตรงมา เพราะว่าจริง ๆ แล้ว เป็นธรรมชาติของมนุษย์เวลาคิดจะทำอะไรแล้ว ผลลัพธ์เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่สามารถให้ใครมานินทาลับหลัง ว่าทำเพื่อตัวเองและพวกพ้อง ไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร ไม่ต้องนึกถึงใคร เพราะเราทำสิ่งที่ดีเกิดขึ้นแก่บ้านเมือง ผมไม่ได้แปลกไปจากคนอื่น เพียงแต่ว่าผมมีวิธีพูด ก็เป็นอีกหลักของพรรคภูมิใจไทย ไม่เติมฟืนเข้าไปในกองไฟ





***การเมืองไทยช่วงหลังเลือกตั้งจะแบ่งเป็น 3 ขั้ว พรรคภูมิใจไทยหากต้องตัดสินใจทางใดทางหนึ่งจะอยู่ขั้วใด หรือจะเป็นขั้วที่ 4

อนุทิน : พรรคภูมิใจไทยแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่น เราต้องแปลการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนที่มาออกเสียงอย่างถูกต้องแน่นอน เพราะฉะนั้น ไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องอยู่ขั้วใดขั้วหนึ่งแน่นอน เพราะเราไปพูดเท่ากับเป็นการชี้นำพี่น้องประชาชน หรืออาจจะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่มีความจำเป็นก็ได้



พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายเป็นของตัวเอง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นนอมินีของใคร พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มีการบริหารจัดการในตัวพรรคเอง เป็นเอกเทศ ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลใคร ไม่อยู่ภายใต้การชี้นำของใคร ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณใคร นอกจากติดหนี้บุญคุณพี่น้อง ไม่ได้เป็นตัวแทนนอมินีของใคร ไม่มีใครชี้นำได้ สำคัญที่สุดที่ขอย้ำคือ ไม่เคยติดหนี้บุญคุณใคร เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรที่แย้งกับการเป็นพรรคการเมืองทั่วไป ถ้าจะติดหนี้บุญคุณ...ก็จะติดหนี้บุญคุณพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นตัวแทนของเขา ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายของตัวเองอยู่แล้ว เข้าไปบทบาทใดก็ตามมั่นใจว่า อย่างน้อยเสนอกฎหมายได้แน่นอนตามรัฐธรรมนูญและเชื่อมั่นว่า หากข้อเสนอต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ได้นำเสนอต่อสภาฯ





พรรคภูมิใจไทยต้องทำให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า ประเทศนี้ต้องใช้ระบบการบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ คนที่บริหารประเทศได้ ต้องทำงานการเมือง ต้องเรียกตัวเองว่านักการเมือง จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง แต่มาบริหารประเทศมันไม่ได้ เพราะว่าเป็นบทบัญญัติ เป็นคำจำกัดความอย่างชัดเจน

เราต้องทำให้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่เกิดความไว้วางใจ ต้องเข้าใจว่า ถ้าประชาชนในประเทศรังเกียจนักการเมือง ดูถูกนักการเมือง เห็นนักการเมืองเป็นสิ่งชั่วร้าย มันย้อนแย้งกันเอง เพราะคนที่จะบริหารให้กับเขาคือนักการเมือง ถ้าเราบูรณาการให้ความเข้าใจทั้งสองอย่างให้เป็นอย่างเดียวไม่ได้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นลากยาวมาถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้น พรรคภูมิใจไทยถึงบอกว่า ต้องเลิกเล่นการเมืองแบบโบราณ ทำการเมืองแบบมิติใหม่ แบบมืออาชีพ เสนอตัวเข้ามารับใช้บ้านเมือง ประชาชนมอบความไว้วางใจ ก็ทำหน้าที่ตรงนั้นไป ไม่ใช่ผู้ถืออำนาจรัฐ เจ้าคน-นายคน หรือผู้ที่มีอำนาจบันดาลทุกอย่างตามที่ตนต้องการ



ขณะเดียวกันพรรคที่จะมาร่วมทำงานกับพรรคภูมิใจไทยต้องช่วยกันสนับสนุน ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของพรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จไม่ต้องกังวลว่าใครได้คะแนนนิยมมากเกินไป ไปอิจฉาริษยาว่าครั้งหน้าไม่มีใครเลือก ก็ไปเตะเจาะยางกัน...มันไม่ได้ ถ้าเราเปิดกว้างทำใจกว้างเพราะคนที่ได้ประโยชน์ไม่ใช่พรรคการเมือง สมาชิกของแต่ละพรรค แต่เป็นส่วนรวม ถ้าเรารับของเรา รับของเขา สองอันบวกกัน คนที่ได้ประโยชน์สองเด้ง สามเด้ง คือประชาชนและบ้านเมือง ผมว่าทำแค่ตรงนี้ได้ ปัญหาต่าง ๆ ที่มีมาโดยตลอดจะลดลงไป



***พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการกอบกู้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง เป็นต้นเหตุปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นใช่หรือไม่

อนุทิน : ผมจะไม่ใช้คำว่า "กอบกู้ภาพลักษณ์" ขึ้นอยู่กับการปฏฺิบัติของนักการเมืองแต่ละคน ถ้าเราเข้ามา เราเป็นนักการเมือง ไม่ใช่นักกินเมือง เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่า เข้ามาเป็นนักการเมือง แล้วเราทำหน้าที่ของนักการเมือง มันก็จะทำตามบทบาทที่กำหนด ไม่ทำอะไรเพี้ยน ๆ ทุกอย่างจะต้องถูกยอมรับว่า มีผลงานที่เห็นชัดเจน



***พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าหรือขีดเส้นไว้ประมาณเท่าไหร่ และแนวทางที่พรรคเลือกเดิน จะให้น้ำหนักไปข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่

อนุทิน : รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คล้าย ๆ โดยธรรมชาติ บังคับให้พรรคการเมืองทุกพรรคส่งผู้สมัครลงให้ได้มากที่สุด ลงครบ 350 เขตยิ่งดีใหญ่ ผมว่าไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนที่ส่งผู้สมัครไปให้แพ้ ทุกคนมีความหวังว่าจะชนะ อย่างพรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัคร...อาจจะถึงหรือไม่ถึง แต่ผู้สมัครที่พรรคจะส่งต้องมีความหวังว่าเขาต้องมีชัยชนะ ไม่งั้นจะส่งไปทำไม เท่ากับเป็นการไม่ให้เกียรติพี่น้องประชาชน คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักการเมือง เวลาอยู่ในสภาเขาเรียกว่า ผู้ทรงเกียรติ ท่านประธานที่เคารพ สมาชิกผู้ทรงเกียรติ



ผมได้พบปะสังสรรค์ประชุม "ว่าที่ผู้สมัคร" ผมบอกว่า ที่นี้ไม่ใช้มูลนิธิ พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่มูลนิธิให้คนมาสร้างเนื้อสร้างตัว คนที่อาสาสมัครเข้ามารับใช้บ้านเมือง อยากเรียกตัวเองว่าเป็นผู้แทนของราษฎร์แล้วต้องมีความพร้อมระดับมากทีเดียว ถ้าตัวเองไม่พร้อมดูแลตัวเองไม่ได้ อย่าได้คิดเข้ามาเป็นตัวแทนของราษฎร





***มีนักวิเคราะห์ว่าหลังการเลือกตั้งหาทางออกไม่ได้ ต้องการคนกลางมาประนีประนอม รับช่วงนำพาประเทศ ชื่อของนายอนุทิน เป็นชื่อที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ยอมรับ เพราะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร ถ้ามีข้อเสนอคิดว่าตัวเองพร้อมหรือไม่

อนุทิน : ผมต้องเคารพกติกา ธรรมเนียมปฏิบัติ แม้ว่าจะไม่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม ไม่มีใครบอกว่าพรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุดผู้นำพรรคจะต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่มีธรรมเนียมถือเป็นธรรมเนียมสากลทั่วโลกว่าพรรคที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุดจากประชาชนควรจะได้
....................................
ทีมการเมืองเดลินิวส์ออนไลน์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 940