อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 มีนาคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 มีนาคม 2562

ไขปริศนาทำไมแบงก์ชาติ ต้องขึ้นดอกเบี้ยในรอบ7ปี

สัปดาห์นี้ใครที่ถามว่า “ทำไมแบงก์ชาติต้องขึ้นดอกเบี้ย” พาไปไขปริศนาในรอบ 7 ปี จากร้อยละ 1.50เป็นร้อยละ1.75 พฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม 2561 เวลา 08.00 น.


ในที่สุดก็อั้นไม่อยู่กระทั่งเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.75 ต่อปีเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 54 เป็นต้นมาหลังจากที่เงื้อง่าราคาแพงมานาน โดยไม่สนใจเสียงค้าน “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีคลังที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแม้แต่น้อย

ถามว่าทำไมแบงก์ชาติ ถึงปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น ทั้งๆ ที่อัตราเงินเฟ้อค่อนข้างต่ำ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกส่อเค้าว่าจะมีปัญหาแน่ๆ ในปีหน้า

ก็คงต้องบอกว่า เหตุที่แบงก์ชาติต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยมีอยู่ 2-3 ประเด็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยล่วงหน้าไปก่อนแล้ว เป็นร้อยละ 2.50 เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่แม้จะขึ้น จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ1.75 ยังถือว่าอัตราดอกเบี้ยของไทยห่างกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มาก หากเราไม่ปรับตามจะมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทำให้เงินทุนไหลออกไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งเป็นธรรมชาติของเงินทุนที่ต้องเคลื่อนย้ายไปในที่ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด

อีกเหตุผลหนึ่งเขาต้องปรับขึ้น เพราะอย่างที่รู้ๆ ว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าต่ำมากเพราะถูกกดทับเอาไว้ให้ต่ำโดยไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจจนอยู่ในอัตราที่น่าเป็นห่วง หากเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นมาอีกในอนาคต จะทำให้แบงก์ชาติไม่มีเครื่องมือทางการเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ



เพราะฉะนั้นแบงก์ชาติ จึงต้องรีบปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจยังแข็งแรง เพื่อให้มี “พื้นที่” ในการปรับดอกเบี้ยลงเมื่อเศรษฐกิจมีปัญหาจริงๆ เพราะถ้าขืนปล่อยไว้ให้ต่ำอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นมาอีก ถึงตอนนั้นก็จะ...ไม่มีพื้นที่ให้เล่น จะใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจอีกไม่ได้ แค่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ร้อยละ0.25 ต่อครั้ง 2-3 ครั้งดอกเบี้ยก็ลดลงเหลือศูนย์แล้วลดต่อไปก็ติดลบมีผลกระทบต่อคนที่มีเงินออมที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางคนทำงาน ข้าราชการเกษียณอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยนโยบาย ร้อยละ1.75 ของไทย เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังถือว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่า เช่น มาเลเซียร้อยละ 3.25 อินโดนีเซียร้อยละ 6 ฟิลิปปินส์ ร้อยละ4.50 เวียดนาม ร้อยละ 4.25 เป็นต้น หากจะเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย เช่น สหรัฐฯ ร้อยละ 2.50 จีนร้อยละ 4.35 อินเดีย ร้อยละ6.50 ยกเว้นยุโรปร้อยละ 0.00ญี่ปุ่นติดลบร้อยละ 0.10 นั่นแปลว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ แม้จะขึ้นดอกเบี้ย ร้อยละ0.25 ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร

ประเทศไทยที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยไม่ได้มีการปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยโลก เพราะต้องการยืนอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลตามมาก็คือ สินเชื่อขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนเกิดปัญหาการเก็งกำไรตามมา โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อมีการขยายตัวมากจนมีความเสี่ยงที่ฟองสบู่ แบงก์ชาติจึงต้องออกมาตรการชะลอปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ และลดความเสี่ยงที่อาจมีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 77.5 ของรายได้ประชาชาติ



หลายคนเป็นห่วงว่า แนวโน้มปีหน้าเศรษฐกิจไม่ดี การขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจหรือไม่ ในทางกลับกัน การที่แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยก็เป็นการตั้งรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ที่อาจมีปัญหาตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปีหน้าที่มีปัจจัยเสี่ยงมากมาย

อย่าลืมว่ามาตรการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ประกาศปุ๊บมีผลปั๊บทันที แต่กว่าจะเห็นผลจริงๆ ก็ต้องรอเวลานาน3-4 ไตรมาส คาดว่าเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ก็จะทำให้งัดมาตรการลดดอกเบี้ยได้ทันท่วงที

ถึงตอนนี้ ชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ ก็คงต้องปรับตัวและต้องทำใจพยายามระมัดระวังในการใช้ชีวิต อย่าก่อหนี้เพิ่มและต้องรัดเข็มขัดกันพอสมควร.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 580