อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562

เปิดโลกการเรียนรู้กับก๊วนมิกเกะ

สัปดาห์นี้พาไปดูโครงการ Mikke Go Japanเล่าประสบการณ์ 5 วัน 4 คืน ตะลุย 3 เมืองเรียนรู้วัฒนธรรมและเทคโนโลยีประเทศญี่ปุ่น จันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2561 เวลา 14.00 น.


กลางเดือนตุลาคม ลูกชายผมชื่อ “แทน” และเพื่อนผู้หญิงที่โรงเรียนชื่อ “มะปราง” เป็นเด็กไทย 2 ใน 6 คนที่ได้รับเลือกจาก “นิตยสารมิกเกะ” ให้ไปทัศนศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 5 วัน 4 คืน ในโครงการที่ชื่อว่า Mikke Go Japan!!” โครงการนี้เป็นความหวังดีจากประเทศญี่ปุ่น ที่อยากจะพานักเรียนไทยไปเรียนรู้วัฒนธรรมและเทคโนโลยีด้านต่างๆ ของญี่ปุ่น โดยคัดเลือกทั้งนักเรียนชายและนักเรียนหญิงจำนวน 3 คู่ แยกย้ายไป 3 เมือง ได้แก่ ฮอกไกโด โฮกุริกุ และโตเกียว เพื่อไปค้นหาเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น แล้วนำมาถ่ายทอดประสบการณ์ในต่างแดนให้รับชมได้ที่ช่อง AMARIN TV 34 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 8:00-8:30 น.

โครงการนี้ไม่ได้ให้คุณพ่อคุณแม่ติดตามไปด้วยครับ จะมีเด็ก 2 คน อาจารย์ประจำโรงเรียน 1 ท่าน และล่ามภาษาญี่ปุ่นไปอีก 1 ท่าน ก่อนออกเดินทางจะมีอาจารย์มาสอนภาษาญี่ปุ่น เช่น คำแนะนำตัว ถามว่าห้องน้ำไปทางไหน ฯลฯ และจะสอนเรื่องมารยาทในชีวิตประจำวัน เมื่ออยู่ที่บ้านของชาวญี่ปุ่น เช่น การรับประทานอาหาร การใช้ห้องน้ำ การถอดรองเท้า เป็นต้น

ระหว่างการเดินทาง จะมีกล้องทีวีถ่ายทำเหมือนกับรายการเรียลลิตี้ อย่างไรก็ตาม ทุกๆ วันลูกชายผมก็จะส่งรูปมาให้ดูและ VDO Call พูดคุยสั้นๆ ว่าได้ไปทำอะไรมาบ้าง ผมเองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย เพราะรายการตอนที่ลูกชายของผมนั้นยังไม่ออกอากาศในสัปดาห์นี้ แต่มี Trailer สั้นๆ โฆษณาออกมาก่อนแล้ว แต่ผมจะขอถ่ายทอดข้อมูลและภาพนิ่งของลูกชายที่ได้ไปเรียนรู้วัฒนธรรมกับครอบครัวคนญี่ปุ่น เยี่ยมชมธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลก และดูเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เผื่อว่าถ้ามีโครงการครั้งใหม่เกิดขึ้น เด็กไทยจะได้มีโอกาสเปิดโลกการเรียนรู้เช่นเดียวกับลูกผมและน้องมะปราง



วันแรก พบกับโฮสต์แฟมิลี่ที่สนามบิน ครอบครัวนี้ชื่อว่า Ikekame Family” คุณพ่อคุณแม่ทำด้านการเงิน มีลูกชายอายุ 11 ขวบชื่อ “ยูโตะ” อายุเท่ากับแทนและมะปราง มีน้องสาวคนเล็กชื่อ “มิกุ” อายุ 9 ขวบ โฮสต์แฟมิลี่พาเด็กๆ เข้าบ้าน เจ้าลูกชายผมได้นอนที่ห้องของยูโตะ ส่วนมะปรางนอนห้องของมิกุ แทนบอกว่าบ้านญี่ปุ่นไม่ใหญ่โต แต่จัดสรรพื้นที่อย่างลงตัวมากๆ เมื่อไปถึงเก็บของเรียบร้อยแล้ว ครอบครัวโฮสต์พาเขาไปเดินตลาด ให้ลองไปเลือกสิ่งที่อยากกินเพื่อมาทำบาร์บีคิวกันเอง ระหว่างทางทีมงานให้เด็กทั้งสองคนลองทำขนมดังโงะและชิมฝีมือของตัวเองด้วย วันแรกยังเบาๆ เพราะทีมงานอยากให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักกับครอบครัวของโฮสต์แฟมิลี่กันก่อน ทุกเย็นหลังจากทำกิจกรรมไปแล้ว ทีมงานจะให้เด็กทั้งสองคนเขียนบันทึกถึงกิจกรรมที่ได้ทำ ความรู้สึกต่างๆ และวาดรูปสิ่งที่ชอบที่สุดในวันนั้น

วันที่ 2 ทุกเช้าทีมงานถ่ายทำจะถามเด็กๆ สองคนว่าเช้านี้เป็นอย่างไรบ้าง เพื่อสัมภาษณ์แล้วบันทึกเทปไว้ ช่วงสายๆ เด็กๆ ได้ออกไปทำซูชิกับเชฟชื่อดัง ลูกชายบอกว่าเขาได้ทำซูชิและทำ “ทามาโงะ” เองด้วย แล้วนำทั้งปลาและไข่หวานมาวางบนข้าวให้เป็นนิกิริซูชิ เชฟชมลูกชายว่าทำออกมาได้ดีและไม่มีข้าวติดมือเลย

ช่วงเที่ยง เด็กๆ มีนัดล่องเรือและพูดคุยกับพี่ๆ ที่เรียนมหาวิทยาลัยโตเกียว (มหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นที่ติดอันดับการเข้ายากที่สุดในประเทศ) โดยพี่ๆ บอกเด็กทั้งสองคนให้ตั้งใจเรียนแล้วจะได้มาเรียนด้วยกัน



วันที่ 3 ตื่นแต่เช้าไปโรงเรียนกับเด็กญี่ปุ่น เหมือนกับที่เราเคยเห็นในหนังหรือการ์ตูนญี่ปุ่นเลยครับ เด็กญี่ปุ่นจะใส่หมวกสีเหลืองเดินไปโรงเรียน โดยนัดกันเป็นกลุ่มละ 15 คนที่บ้านอยู่ละแวกเดียวกัน แล้วก็เดินเข้าโรงเรียนเป็นกลุ่มๆ ช่วงเช้าจะมีวิ่งออกกำลังกายก่อนเข้าห้องเรียน คุณครูที่โรงเรียนเปิดโอกาสให้เด็กไทยสองคนแนะนำตัวเป็นภาษาญี่ปุ่น

วันนี้ยูโตะออกไปแข่งกีฬานอกโรงเรียน ทำให้แทนและมะปรางต้องมาเรียนชั้นเดียวกับมิกุที่อยู่ชั้น ป.3 พักกลางวัน เด็กทุกคนจะรู้หน้าที่ของตัวเอง แทนและมะปรางใส่ชุดใส่หมวกทำหน้าที่ในโรงอาหาร แทนแจกถาด มะปรางแจกตะเกียบ และจะมีเด็กคนอื่นๆ คอยตักข้าวตักซุป ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองโดยครูไม่ต้องมากำกับเลยครับ

หลังรับประทานอาหารกลางวัน เด็กๆ จะทำเวร มะปรางทำความสะอาดในอาคาร แทนจะออกมาทำความสะอาดข้างนอก สิ่งที่ลูกผมตื่นเต้นมากคือ จะมีสัญญาณเรียกขึ้นห้องเรียน เด็กๆ ญี่ปุ่นจะรู้กันว่าถ้าได้ยินเสียงนี้ ทุกคนจะวิ่งขึ้นห้องทันที “ภายใน 2 นาที ทุกคนหายจากสนามไปหมดเลยครับพ่อ!” เรียนช่วงบ่ายจะเป็นการเรียนภาษาญี่ปุ่นผ่านการเล่นเกม ลูกชายผมชอบมาก ได้เรียนตัวคันจิแบบสนุกสุดๆ



วันที่ 4 ช่วงเช้าได้ไปโรงเก็บเครื่องบินของบริษัท Japan Airline ดูพิพิธภัณฑ์เครื่องบิน เด็กๆ ทั้งสองคนได้ใส่ชุดกัปตัน สจ๊วต และแอร์โฮสเตส ได้ลองฝึกการโค้งคำนับและให้บริการเสิร์ฟน้ำกับผู้โดยสาร ช่วงบ่ายได้ไปดูเทคโนโลยีของบริษัท FUJI FILM เริ่มต้นด้วยไปดูกล้องตัวแรกของบริษัทที่ลูกบอกว่าขนาดใหญ่โตมาก และไปดูกล้องรุ่นล่าสุดที่ถ่ายภาพร่างกายแล้วนำมาทำเป็นภาพ 3 มิติ เพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ และในรายการจะมีกิมมิกเล็กๆ เวลาเจออะไรแปลกใหม่จะพูดคำว่า “ได้เจอแล้ว!” นั่นคือความหมายของคำว่“มิกเกะ” นั่นเองครับ

หลังจากไปเยี่ยมชมธุรกิจที่มีชื่อเสียงและดูเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพแล้ว กลับมาบ้าน ครอบครัว...ได้ทำสุกี้ยากี้เป็นมื้อเย็น ช่วงหัวค่ำเป็นการอำลาโฮสต์แฟมิลี่ แทนและมะปรางเขียนจดหมายขอบคุณและกล่าวอำลาครอบครัวโฮสต์แฟมิลี่ที่ดูแลอย่างดีมาตลอด 4 วัน ทั้งสองฝ่ายมอบของที่ระลึกให้กันและกัน ลูกชายผมบอกว่าแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่อายมะปรางเลยไม่ร้องดีกว่า ทางครอบครัว Ikekame ก็บอกว่า  เขารู้สึกว่าเหมือนมีลูกเพิ่มขึ้นมาอีก 2 คน ถ้ามีโอกาส พวกเขาจะไปเยี่ยมเด็กทั้งสองคนที่เมืองไทย 



วันที่ 5 ต้องกลับประเทศไทย ทางทีมงาน Mikke Go Japan นำภาพข่าวที่เด็กไทยทั้งสองคนไปเยี่ยมโรงเก็บเครื่องบินของ JAL ในหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุน หนังสือพิมพ์อันดับ 1 ของญี่ปุ่นด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นภาพและเรื่องราวที่ลูกชายได้เล่าให้ผมฟัง ถ้าอยากไปดูเต็มๆ ลองเปิดดูได้ที่ช่อง AMARIN TV 34 ทุกวันอาทิตย์นะครับ วันนี้ขอนำตัวอย่างมาให้ชมก่อน



ถ้าเด็กคนไหนสนใจที่จะไปโครงการนี้ เบื้องต้นต้องเป็นเด็กนักเรียนระดับชั้น ป.5 หรือ ป.6 ของโรงเรียนที่ได้รับแจกนิตยสารมิกเกะ หากโรงเรียนไหนต้องการจะรับนิตยสารฟรีฉบับนี้ สามารถติดต่อได้ที่ https://facebook.com/mikke.thailand ได้เลยครับ.
........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
https://www.facebook.com/cloudbookfanpage


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 274