อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

"ดอกเบี้ยต่ำ"อุ้มธุรกิจ แต่ทำร้ายมนุษย์เงินเดือน

สัปดาห์นี้ไปดูสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยของไทย ขืนปล่อยอยู่ระดับต่ำนานๆ น่าเป็นห่วงมนุษย์เงินเดือน คนออมคงหันไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า พฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม 2561 เวลา 08.00 น.


กลายเป็นวิวาทะเล็กๆ ในกรณีที่แบงก์ชาติ เมื่อ “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการแบงก์ชาติที่เห็นพ้องกับคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ “กนง.” ส่งสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้ กนง. ค่อยๆ ส่งสัญญาณเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยมาเป็นระยะๆ

สะท้อนจากก่อนหน้านี้จำนวน กนง.เสียงข้างน้อยและเสียงข้างมากที่มีความเห็นเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยขยับมาอยู่ใกล้เคียงกันที่ 4 : 3 จากเดิมที่ 1 : 6 นั่นแปลว่า กนง. ส่งสัญญาณว่ากำลังจะปรับขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างแน่

จะว่าไปแล้วดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติคงที่อยู่ 1.5% ต่อเนื่องกันมายาวนานถึง3ปีครึ่ง นับว่านานมาก คิดเป็นจำนวนครั้งทั้งหมด 27 ครั้ง ตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 29 เม.ย.58 เป็นต้นมา แม้ว่าดอกเบี้ยโลกจะปรับตัวขึ้นไปได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่แบงก์ชาติให้เหตุผลว่าดอกเบี้ยไทยจะคงอยู่ในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศให้เข้มแข็ง แต่ในระยะหลังๆ กนง. เริ่มเห็นว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถือว่ามีความชัดเจนเพียงพอในการปรับขึ้นดอกเบี้ย



เท่าที่ติดตามความเห็นของผู้บริหารสถาบันการเงินหลายๆ แห่งต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่จะได้เห็นดอกเบี้ยต่ำ เพราะปลายปีนี้เป็นต้นไป จะได้เห็นดอกเบี้ยในตลาดจะเริ่ม “ขยับขึ้น” ตามทิศทางดอกเบี้ยโลกที่นำล่วงหน้าไปก่อนแล้ว โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง อีกทั้งประเทศอินโดฯ ฟิลิปปินส์ เพื่อนบ้านได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนหน้านี้แล้ว

แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน “นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับแบงก์ชาติที่จะขึ้นดอกเบี้ย โดยอ้างว่า “จะต้องดูปัจจัยอื่นมาประกอบ ไม่ใช่เรื่องเดียว เช่น กรณีที่บอกว่า ประเทศอื่นเขาขึ้นหมดแล้ว คงไม่ใช่ แต่ต้องดูเรื่องของผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินและการลงทุนในประเทศด้วย โดยเรื่องผลกระทบของความมั่นคงทางการเงินนั้น ทางแบงก์ชาติต้องประเมินเองว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จะรับมือไหวหรือไม่ อาทิ เรื่องเงินไหลออก หรือการแข็งค่าเงินที่รวดเร็ว เพราะการขึ้นดอกเบี้ยแต่ละครั้งมันมีต้นทุน ทั้งของประเทศเป็นหมื่นล้าน และต้นทุนเขาเองก็เป็นหมื่นล้าน”

อย่างไรก็ตามทันทีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เริ่มส่งสัญญาณ “ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น” ในซีกของนักลงทุนและผู้ประกอบการโอดครวญพร้อมกับแสดงความสงสัยและวิตกกังวลว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมแบงก์ชาติและกนง. จะต้องส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้



อย่างไรก็ตาม เมื่อทั้งผู้ว่าแบงก์ชาติและกนง. ส่งสัญญาณชัดเจนแล้ว ก็ไม่ควรชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นการซื้อเวลาออกไปเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นดาบสองคม คนอาจจะเกิดความสงสัยว่าผู้กำหนดนโยบายจะเอายังไงแน่ ในระยาวอาจจะมีผลถึงความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงินได้

โดยความเห็นส่วนตัว เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ยอย่างยิ่ง ขืนปล่อยให้ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำนานๆ จะทำให้ผู้ออมต้องหาทางออกด้วยการไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยไม่สนใจว่าจะมีความเสี่ยงหรือไม่ นอกจากนี้การขึ้นดอกเบี้ยด้านหนึ่งก็เป็นทางออกเผื่อไว้ เผื่อว่าในอนาคตเศรษฐกิจชะลอลงจะสามารถลดดอกเบี้ยลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้

แต่ที่สำคัญที่สุด การยืนนโยบายดอกเบี้ยต่ำนานๆ เท่ากับเป็นการเอาเปรียบมนุษย์เงินเดือน คนชั้นกลาง คนเกษียณจากการทำงานที่ต้องอาศัยเงินฝากเล็กๆ น้อยดำรงชีวิต แต่นโยบายดอกเบี้ยต่ำทำให้คนกลุ่มนี้ต้องสูญเสียผลประโยชน์และต้องมาอุ้มพวกคนรวย มาอุ้มคนทำธุรกิจโดยเฉพาะพวกเอสเอ็มอี.

แต่ถ้าขึ้นดอกเบี้ยคนชั้นกลางและคนวัยเกษียณ ก็จะมีเงินจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมาจับจ่ายใช้สอย เท่ากับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการบริโภคอีกทางหนึ่ง อีกทั้งชีวิตในบั้นปลายมีความมั่นคงมากขึ้น

แต่ดูเหมือนรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการคลังเป็นห่วงว่า การขึ้นดอกเบี้ยอาจจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากระทบการส่งออก กระทบกับการท่องเที่ยว รวมถึงจะกระทบต้นทุนการทำธุรกิจ และคนมีหนี้ที่ต้องชำระ แต่ลืมดูอีกฟากที่เป็น “มนุษย์เงินเดือน” ที่แทบไม่มีเงินออมสำหรับอนาคต เพราะดอกเบี้ยต่ำนั่นเอง.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    81%
  • ไม่เห็นด้วย
    19%

บอกต่อ : 50