อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม 2561

คนรุ่นใหม่ในสนามการเมือง จะไปรอดหรือร่วง?

สัปดาห์นี้ไปดูคนรุ่นใหม่ลงการเมือง ตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน เพราะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหน้าใหม่ก็หลายล้านคนอยู่เหมือนกัน พฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม 2561 เวลา 12.00 น.


ช่วงนี้คนทำงานข่าวการเมืองก็จะเหนื่อยๆ หน่อย เพราะกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ใกล้จะใช้บังคับ และจากนั้นก็จะต้องมีการปลดล็อคทางการเมือง สำคัญคือการต้องยกเลิกคำสั่งห้ามชุมนุม ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองต่างๆ สามารถรวมตัวกันรณรงค์หรือนำเสนอนโยบายใดๆ ได้ มีเวลานำเสนอเกือบๆ 3 เดือน ถือว่าไม่สั้นไม่ยาว คือมันพอที่จะเห็นได้ว่า “อันไหนน่าจะทำได้จริง”

ซึ่งเลือกตั้งเที่ยวนี้ มันมีกฎเกณฑ์ให้ต้องส่งเรื่องนโยบายที่จะหาเสียงให้ กกต.ตรวจสอบก่อนว่าทำได้จริงแค่ไหน และกระทบกระเทือนงบประมาณประเทศหรือไม่ กฎหมายมันเพิ่มเรื่องวินัยทางการคลังขึ้นมากำกับ ซึ่งหลายๆ คนคงจำได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม “ตีกัน” ประชานิยม และถ้าคนมีอคติกับ กกต.ก็อาจคิดว่า “เป็นการแอบให้ใครมาลอกข้อสอบอีกหรือเปล่า” อันนี้ก็แล้วแต่เวลาจะตอบว่า ต่อไปจะมีข่าวแนวๆ นี้หรือไม่

การเลือกตั้งเที่ยวนี้ หลายคนเขาก็เริ่มวิเคราะห์กันแล้วว่า คือเดิมพันว่า “เอาหรือไม่เอารัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ” เพราะก็มีพรรคที่เป็นตัวดันและเป็นแนวร่วมที่ค่อยๆ เปิดหน้ามาว่า “สนับสนุนให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไป”  เหตุผลที่เขาใช้อ้างที่พูดบ่อยที่สุดคือ “รัฐบาลนี้อยู่ก็ไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอีก” นัยว่าคุมสถานการณ์ได้ มาถึงก็ทำงานต่อไม่ต้องมาเชคบิลใคร ไม่ต้องมาไล่แก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่คนที่เขาไม่เอารัฐบาลนี้ก็มีความคิดว่า “แล้วที่อยู่ต่อทำงานได้ดีหรือเปล่า” ประเทศชาติควรมีทางเลือกใหม่บ้าง ที่บอกว่าจะไม่ทำประชานิยมสุดท้ายแล้วก็ประชานิยมทั้งเพ คนใหม่ๆ มาเผื่อมีแนวคิดที่กว้างขวางกว่า เท่าทัน และเชื่อมโยงโลกาภิวัตน์ได้มากกว่าพวกหน้าเก่าๆ อาจนำพาพัฒนาประเทศไปได้ไกล นี่เราไม่พูดถึงที่มาของรัฐบาลนี้กัน แต่พูดถึงในแง่โอกาสและทางเลือกใหม่กันก่อน



ความที่กระแสโลกไปเร็ว ประกอบกับการที่เราไม่ได้เลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 54 ทำให้ขณะนี้ก็มีคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เรียกว่า ผู้มีสิทธิ์หน้าใหม่หลายล้านคนเลยทีเดียว คนเหล่านี้กลายเป็น “ลูกค้า” รายสำคัญของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่อยากจับฐานหาเสียงด้วย พอเริ่มจะเปิดหน้ากันได้ หลายพรรคก็นำเสนอภาพว่า “มีคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นทีมงานในพรรค” เป็นตัวเลือกลง ส.ส.กันใหญ่ มีทั้งคนใหม่ พรรคใหม่

ลักษณะของคนรุ่นใหม่ที่เอามาใช้ขายเป็นอย่างไร? เท่าที่ดูภาพกว้างๆ คือ “ไม่ติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิม” คนรุ่นใหม่ต้องนำเสนอว่า สิ่งที่เขาเห็นในสังคม ที่มันไม่น่าจะถูกต้อง หรือน่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้คืออะไร และพยายามเสนอทางออกมันด้วยมุมมองแบบคนที่อยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ คือเข้าใจโลก คนรุ่นใหม่จะไม่พยายามไปวนกับความขัดแย้งแบบเก่าๆ และแสดงออกถึงความยึดมั่นในกฎเกณฑ์ กติกา หรือสิ่งที่มันควรจะเป็น

คนรุ่นใหม่จะยึดมั่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพสูง มีแนวคิดในเชิงให้โอกาสและให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของเพื่อนมนุษย์กลุ่มต่างๆ เช่น เที่ยวนี้ที่เห็นหลายพรรคหยิบมาขายกันคือ “เสียงของกลุ่มหลากหลายทางเพศ” (แต่มีเรื่องให้นินทาว่า มีคนไปฟังวิสัยทัศน์พรรคการเมืองที่เวทีวันสิทธิความหลากหลายทางเพศที่จุฬา 29 .. บอกว่าแต่ละพรรคเองก็เหมือนจะไม่ค่อยลึกซึ้งเท่าไหร่ เอะอะๆ ก็พูดถึง พ...คู่ชีวิต แต่เรื่องอื่นๆ ไม่ค่อยจะมี


คนรุ่นใหม่จะมีภาพของ “เสรีนิยมแบบประนีประนอม” คือเป็นพวกหัวสมัยใหม่ แต่ไม่ใช่แข็งกร้าวชนดะแบบเสรีนิยมที่ยึดมั่นแค่ว่า แนวคิดของตัวเองถูกต้องแล้ว คนรุ่นใหม่จะมีความตั้งใจเจรจา รับฟัง และตั้งใจจะรณรงค์เสนออุดมการณ์ของตัวเอง น่าจะเรียกได้ว่า มากกว่าเป็นการหาเสียงด้วยซ้ำ แต่จะฟังและค่อยๆ กล่อมเกลาว่า “ในเชิงอุดมการณ์ประชาธิปไตย หรือแนวคิดเสรีนิยม ที่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน เราควรจะคิดอย่างนี้ ทำให้สังคมเป็นอย่างนี้”

ถ้าเป็นเรื่องเชิงอุดมการณ์ คนรุ่นใหม่ก็คือคนที่ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ มีคนรุ่นใหม่บางพรรคอย่างอนาคตใหม่นี่ก็มีความคิดที่จะปฏิรูปกองทัพ หรือล้มล้างผลพวงของเผด็จการ แต่เรื่องนโยบาย คนรุ่นใหม่อาจยังไม่เคยได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสหรือทำงานจริงจัง จึงไม่ค่อยได้เห็นเรื่องการเสนอนโยบายระดับเศรษฐกิจมหภาคเท่าไหร่นัก อาจชูเป็นสโลแกนกว้างๆ พวก “ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้”



แล้วที่เห็นในภาพการเมืองไทยปัจจุบัน เป็นคนรุ่นใหม่จริงหรือไม่? มันก็มีอยู่นะ หน้าใหม่ไฟแรงที่ไม่เคยทำงานการเมืองแต่มาด้วยอุดมการณ์เปี่ยมล้น แต่ส่วนหนึ่งมันก็เป็นพวกลูกหลานนักการเมือง หรือคนวัยยังไม่ 40 ที่บางคก็เคยเป็นอดีตส.ส. แต่อาศัยขายภาพคนรุ่นใหม่ไปด้วย ซึ่งพวกลูกหลานนักการเมืองนี่ก็ปลอดภัยในเรื่องคะแนนเสียงระดับหนึ่ง เพราะก็มีหัวคะแนนหรือประชาชนอาจรู้จักบ้าง แต่ก็ไม่ค่อยจะอยากเรียกว่าคนรุ่นใหม่ เพราะอยู่ในวัฒนธรรมเดิม

ถามว่าในบริบทการเมืองไทย คนรุ่นใหม่สามารถเข้าไปชิงพื้นที่ในรัฐสภาได้มากน้อยแค่ไหน? อันนี้ถ้าวิเคราะห์กันวันนี้ก็ต้องบอกว่า ค่อนข้างยาก เพราะระบบและวัฒนธรรมอะไรก็ยังไม่ค่อยเอื้อเท่าไหร่ ในเรื่องของระบบคือกลไกการเลือกตั้ง ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญที่มีบัตรใบเดียวนี่แหละ บัตรที่คะแนนผู้ชนะเขาจะประกาศให้เป็น ส.ส.เขต ส่วนคะแนนที่เหลือเอาไปทำเป็นคะแนนรวมทั้งประเทศ แล้วเอามาหารทำเป็นจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พอมันเลือกบัตรใบเดียว คนรุ่นใหม่ หน้าใหม่จริงๆ จะเอา ส.ส.เขตก็ยิ่งยากหนักเข้าไปใหญ่ เพราะมันไม่มีตัวคนที่ประชาชนรู้จัก เคยเห็นผลการทำงานในพื้นที่มาเสนอตัว ก็ต้องใช้บารมีคนเก่าหรือบารมีพรรคเข้ามาช่วย (ขนาดพรรคตั้งใหม่บางพรรคยังต้องไปดูดคนเก่ามาเลย จะให้นับหนึ่งใหม่มันไม่ได้หรอก) ประชาชนเลือกคนทำงานมากกว่าภาพ อย่าง “การุณ โหสกุล” ส.ส.เขตดอนเมือง ภาพลักษณ์เชิงลบก็มี แต่เป็นคนทำงานหนักมาก ก็แข็งแรงในพื้นที่

จะสร้างภาพพรรคให้ดี เอา ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แบบพรรครักประเทศไทยของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เคยคว้ามา 5 เก้าอี้สมัยเลือกตั้งปี 54 ก็ยาก เพราะคนรุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาขณะนี้ยังไม่ “ฮอต” เท่าชูวิทย์พอจะทำคะแนน และปาร์ตี้ลิสต์ตั้ง 150 เก้าอี้ มันไม่ได้มาแยกเหมือนตอนบัตรเลือกตั้งสองใบ ดังนั้นพรรคอื่นเขาก็หาตัวสองตัวสามที่เคยทำการเมืองท้องถิ่นไปลงเก็บคะแนน พรรคที่เล่นการเมืองมานานเขาก็ได้เปรียบเพราะมันหาตัวไม่ยาก คนก็รู้จักพรรค



นึกถึงเลือกตั้งปี 53 มีพรรคหน้าใหม่หลงเข้ามาคือ “ประชาธิปไตยใหม่” เคยได้คุยกับอดีต ส.ส.ของพรรคนั้น ว่า “คิดว่าทำไมถึงได้คะแนนบัญชีรายชื่อเยอะ” เขาบอกว่า น่าจะเป็นเพราะว่า เขาเจาะพื้นที่อีสานเป็นหลัก และนำเสนอนโยบายเรื่องการแก้ปัญหาให้ครู คงได้คะแนนเสียงจากกลุ่มนี้ มันก็เป็นแนวทางการบริหารจัดการที่น่าสนใจดี ถ้าพรรคใหม่ คนรุ่นใหม่ จะชูปัญหาเฉพาะกลุ่มอย่างเข้มข้น แล้วเก็บคะแนนจากกลุ่มนั้น

ใจจริงก็หวังให้มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในสภาฯ ให้มากขึ้น เพราะเบื่อเรื่องความขัดแย้งที่เกิดจากคนแบบเดิมๆ ก็ได้แต่หวังว่าก่อนเลือกตั้งจะมีอะไรที่เป็นสัญญาณดีๆ เรื่องนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ เผลอๆ ผลเลือกตั้งอาจสร้าง “ไทยโมเดล” ของตัวเองก็ยังได้ เพราะตัวแปรที่มีผลต่อการตัดสินใจของคนเราก็เยอะแยะ และการตัดสินใจเปลี่ยนได้เสมอ

รอดูโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้น.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    33%
  • ไม่เห็นด้วย
    67%

บอกต่อ : 50