อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

โปรดทราบที่นี่ไทยไม่ได้มี กฎหมายสมรสเพศเดียวกัน

สัปดาห์นี้มาดูพ.ร.บ.คู่ชีวิต จะไปได้ไกลแค่ไหน...แล้วไทยจะก้าวเป็นชาติแรกในเอเชียที่ให้สิทธิ์คนเพศเดียวกันสมรสได้หรือไม่?? พฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2561 เวลา 12.00 น.


กฎหมายว่าด้วยการสมรสเพศเดียวกัน เป็นกฎหมายที่ชาวกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะหมายถึงการยอมรับสิทธิ์ว่ามีความเท่าเทียมเพศชายจริงหญิงแท้ หรือที่เรียกว่า straight เป็นการได้รับการรับรองสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย กลุ่ม LGBT ทั่วโลกถึงได้เคลื่อนไหวผลักดันให้ประเทศตัวเองมีกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกัน ซึ่งทุกวันนี้ทางยุโรป อเมริกา มีกฎหมายนี้หลายประเทศแล้ว
 
ส่วนทางฝั่งเอเชีย ยังมีความอนุรักษ์นิยมสูง ทำให้ประเทศฝั่งเอเชียไม่มีชาติไหนให้สิทธิ์การสมรสเพศเดียวกัน ที่พอจะเทียบเคียงได้มากที่สุดคือ “ไต้หวัน” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินไปว่า การแต่งงานเพศเดียวกันเป็นสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นขั้นตอนต่อมาก็รอให้ไต้หวันออกกฎหมายรับรองแต่งงานเพศเดียวกันก่อน แล้วเขาจะได้เป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีกฎหมายนี้ แต่ขณะนี้ก็มีกลุ่มอนุรักษ์นิยมในไต้หวันคัดค้าน
 
ส่วนประเทศไทยที่ได้ชื่อว่า เป็น Gay destination of Asia หรือเป็นประเทศที่เปิดกว้างกับกลุ่มหลากหลายทางเพศน่าจะมากที่สุดในเอเชียทุกวันนี้ เขาก็คิดจะร่างกฎหมายสมรสเพศเดียวกันออกมา ซึ่งก็ยักแย่ยักยันอยู่พักใหญ่ๆ แล้ว เห็นครั้งแรกที่ทำออกมาเป็นร่างก็ตอนปี 56 แต่พอรัฐประหารทีก็หายแล้วก็กลับเข้ามาใหม่ปี 60 เอาไปปรับแก้กันอีกจนกระทั่งมาร่างสุดท้ายที่จะใช้นำเข้า ครม. ออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง เขาก็ปล่อยร่างนั้นมารับฟังความเห็น
 


ทำไมอยู่ๆ ถึงมาให้ความสำคัญเร่งกฎหมายตัวนี้? เอาจริงมันไม่ใช่กฎหมายที่รัฐบาลจะได้หน้าด้วยซ้ำ เพราะถึงเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ก็อย่าลืมว่าในประเทศไทยกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เขาไม่เห็นด้วยกับกลุ่มหลากหลายทางเพศก็มีเยอะ กลุ่มหลากหลายทางเพศหลายคนเขาก็ไม่ได้เร่งเร้าจะเอาจนเป็นวาระสังคมใหญ่   แต่ไปๆ มาๆ พอเห็นข่าวทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาพูดเรื่องนี้ว่า “จะผลักดันให้กฎหมายออกในรัฐบาลนี้” ก็พอจะเข้าใจเหตุผล
 
มันก็อาจเรียกได้ว่ามี “ผลประโยชน์แฝง” อยู่ หากมีการออกกฎหมายตัวนี้ก็ได้โอกาสในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลกว่า “ไทยเป็นชาติแรกในเอเชียที่ให้สิทธิ์คนเพศเดียวกันสมรส” ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นผลดีต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBT นี่เอง กลุ่มนี้ไม่มีภาระกำลังจ่ายสูง และชอบไปยังสถานที่ที่ต้อนรับดี ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้ก็มีมากขึ้น เราโฆษณาได้ว่าเราให้สิทธิ์ LGBT มาก เขาก็จะมองภาพลักษณ์ในแง่ดี อยากมาเที่ยวมากขึ้น
 
ในที่สุดร่าง “พ.ร.บ.คู่ชีวิต” มันก็ออกมา มาดูหลักการและเหตุผล เขาเขียนว่า “ปัจจุบันบุคคลหลากหลายทางเพศ ใช้ชีวิตร่วมกันดังครอบครัวทั่วไป แต่ไม่มีกฎหมายรองรับสิทธิและหน้าที่ในการเป็นคู่ชีวิตเช่นเดียวกับคู่สมรส ซึ่งถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม  และขัดต่อหลักการที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ...” อ๊ะ!!! หลักการและเหตุผลดี คือ การให้เกิดความเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 เขาก็พูดว่า “บุคคลต้องเสมอกันในทางกฎหมาย”
 
เช่นนั้นแล้ว ถ้ามองว่า “การไม่อนุญาตให้คนรักที่เป็นเพศเดียวกันได้มีสิทธิ์ในการสมรส” เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ได้ ก็เขาเขียนไว้ชัดในเหตุผลของกฎหมาย ซึ่งเอาจริงๆ ก็งงๆ นิดๆ ว่า “เมื่ออยากรับรองสิทธิ์เช่นเดียวกับคู่สมรส ทำไมจึงต้องบัญญัติให้ใช้คำว่าคู่ชีวิตในกฎหมายนี้” คิดง่ายๆ คือจะให้มันเหมือนกันก็ใช้คำว่าคู่สมรสไปเลยสิ  คำว่า “คู่ชีวิต” มันไม่เคยมีกฎหมายอื่นบัญญัติรับรอง ศักดิ์ศรีไม่เท่าคู่สมรส
 


จากนั้นก็เข้ามาลองอ่านรายมาตรา ลองให้คนที่เขาติดตามเรื่องการร่างกฎหมายตัวนี้อ่าน เห็นมีแต่คนคิ้วขมวดใส่ แบบว่าไม่พอใจ เขาบอกว่า “นี่มันคือกฎหมายปาหี่ว่าจะให้สิทธิ์คู่รัก LGBT” โดยเขาอธิบายว่า เดิมที่มีการเรียกร้องไว้ คือสิทธิ์ที่ต้องได้รับเสมือนคู่สมรส เช่น สิทธิ์ในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน  ทรัพย์สินที่หามาได้หลังการจดทะเบียนฯ ก็เป็น “ทรัพย์สินคู่ชีวิต”, ได้สิทธิ์ในการรับสวัสดิการของรัฐของคู่สมรส เช่นการรักษาพยาบาล ประกันสังคม
 
สิทธิ์ที่เขาเรียกร้องอีกอย่างคือ…สิทธิ์ในการตัดสินใจในการรักษาพยาบาล และจัดการศพของคู่รักอีกฝ่าย เรื่องนี้เคยได้ยินคู่รัก LGBT หลายคนเขาบ่นอยากได้มาก และอีกเรื่องหนึ่งคือ…ขอสิทธิ์ในการรับบุตรบุญธรรม กลุ่ม LGBT เสียสิทธิ์ในการมีบุตรบุญธรรมไปแล้วจาก พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์  เพราะนั่นเขาให้คนขอให้อุ้มบุญได้ คือ “สามีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย” ( คู่ชีวิตก็ไม่ใช่สามีภรรยาอีกล่ะ)

ในกฎหมายฉบับนี้ไอ้ที่เรียกร้องไปไม่ได้ตั้งหลายอย่าง สิ่งที่ได้ก็ให้ดูในหมวด 3 “ทรัพย์สินระหว่างคู่ชีวิต” ประมาณว่าอะไรที่หาร่วมกันหลังจากจดทะเบียนคู่ชีวิต ก็เป็นทรัพย์สินร่วมเหมือนสินสมรส ทรัพย์สินบางรายการให้จัดการร่วมกัน ให้แบ่งทรัพย์สินถ้าเลิก, แล้วก็มีสิทธิ์ในการรับ การจัดการมรดก...แต่เรื่องสิทธิ์อย่างอื่นที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้มี ทำให้หลายคนที่เขาเรียกร้อง พ.ร.บ.คู่ชีวิตเก๊กซิม ไปพอสมควร
 
แต่อ่านไปอ่านมาก็รู้สึกว่า มีบางจุดที่กฎหมายนี้พยายามทำให้เกิดคุณค่าของการเป็นคู่ชีวิตเท่าการแต่งงาน คือเรื่องการชดเชย การอุปการะคู่ชีวิตถ้าเลิกรา ในหมวด 5 การสิ้นสุดของการเป็นคู่ชีวิต มาตรา 54 ( 1 ) เขาให้ฟ้องเลิกการเป็นคู่ชีวิตได้ ถ้ามีการยกย่องคนอื่นฉันคู่ชีวิต, มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ (อันนี้บางคนเขาว่าเหมือนดูถูก LGBT ว่า มั่ว อยู่กลายๆ) ซึ่งมาตรา 55 ให้สิทธิ์คู่ชีวิตที่ฟ้องเลิกสามารถฟ้องค่าทดแทนจาก “มือที่สาม” ได้ด้วย



มันก็คือการดูแลคู่ชีวิตอีกฝ่ายถ้าเกิดการร้างลา แต่ถึงให้สิทธิ์แค่นี้มา อย่างไรส่วนที่เหลือของกฎหมายมันก็ไม่ใช่ลักษณะ “การสมรส” ที่คู่ชีวิตได้สิทธิ์เท่า “คู่สมรส” อย่างที่เขาเรียกร้องอยากได้ คนที่เรียกร้องกฎหมายคู่ชีวิตเขาอารมณ์เสียกันเป็นแถบ และบอกว่า ถ้ารัฐบาลจริงใจ มันไม่ยากก็แก้ ป.แพ่ง มาตรา 1448 เปลี่ยนเรื่องการแต่งงานจาก “ชายและหญิง” เป็น “บุคคล” สามารถแต่งงานกันได้ เมื่อกฎหมายตัวใหญ่รับรองก่อน ตัวเล็กกว่าก็ไม่ยาก
 
พอสิทธิ์มันแค่นี้ มันก็ไม่ควรจะเอาไปโฆษณานะว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่อนุญาตให้แต่งงานเพศเดียวกัน” เพราะมันไม่ใช่การรับรองสิทธิ์เท่าแต่งงาน กรณีที่ไม่รับรองสิทธิ์ครอบคลุมเท่าแต่งงานเขาไม่ได้ใช้คำว่า marriage  มันมีคำเรียกสิทธิ์อื่นๆ เช่น ฝรั่งเศสเขาเรียก PACS หรือประเทศอื่นๆ ก็เป็นลักษณะ Civil partnership ไอ้ที่จะได้จากกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิตก็คิดคำใหม่เข้าไปก็ได้ แต่อย่าเรียก marriage
 
แล้วเช่นนั้นคนที่เรียกร้องควรทำอย่างไร?  ก็ตอบว่า “ใครลองใช้สิทธิ์ร้องศาลรัฐธรรมนูญดูสิ” ว่าการไม่ได้แต่งงานเพศเดียวกัน เป็นการไม่ได้รับความเสมอภาคตามมาตรา 27 แห่งรัฐธรรมนูญ เผื่อศาลรัฐธรรมนูญจะตีความเข้าข้าง แล้วทำให้ต้องเริ่มกระบวนการที่ต้องมาคุยกันใหม่ว่า “เช่นนั้นสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.คู่ชีวิตที่เรียกได้ว่าเท่าเทียมสมรส ควรมีอะไรบ้าง” ปล่อยกฎหมายให้ออกไปก่อน ระวังที่สุดแล้วพอจะแก้มันยาก
 
กระบวนการรับฟังความเห็นจะเริ่มในสัปดาห์นี้ ถ้ารัฐบาลแคร์สิทธิ์ของ LGBT จริงๆ ก็เปิดใจฟังกันหน่อย แล้วก็แก้ ก็ทำใหม่ในสิ่งที่ “คนที่ต้องใช้กฎหมาย” เขาต้องการ ไม่ใช่ออกไปก่อนเอาหน้า.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โย บุหงาตันหยง
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    12%

บอกต่อ : 603