อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561

ผ่าทางตันแก้เกม กฎหมายGDPRทำธุรกิจป่วน

สัปดาห์นี้ขอพูดเรื่องเชิงเทคนิค “อียู”ออกกฎหมาย “GDPR” คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งธุรกิจที่จะโดนหางเลข คือ การทำธุรกรรมดิจิทัลทั้งหมด พฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2561 เวลา 08.00 น.


โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วมากจริงๆ เพียงกระพริบตาทุกอย่างอาจไม่เหมือนเดิม เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาที่ก้าวล้ำหน้าไปมาก อีกทั้งพฤติกรรมของมนุษย์ก็เปลี่ยนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ใครจะเชื่อว่าเรื่องสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงขนาดต้องมีกฎหมายมาคุ้มครอง บ้านเราอาจจะยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหภาพยุโรปหรือ อียู ตื่นตัวเรื่องนี้มาก

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปก็เพิ่งออกกฎหมายที่เรียกว่า General Data Protection Regulation” หรือ GDPR” เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมือง ส่วนบ้านเราเพิ่งเปิดประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่เงื้อง่าราคาแพงมานาน แต่ไม่รู้จะออกมาบังคับใช้เมื่อไหร่ หน้าตาจะเป็นอย่างไร

ที่แน่ๆ ตอนนี้ภาคธุรกิจต่างๆ ของไทยต่างเริ่มออกอาการร้อนๆ หนาวๆ กับผลกระทบของร่างกฎหมายฉบับนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปนี้ การจะนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนธุรกิจที่จะโดนหางเลข คือ ธุรกิจที่ทำธุรกรรมดิจิทัลทั้งหมด

โดยเฉพาะ “อีคอมเมิร์ซ” ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเติบโตขึ้นทุกวัน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่ว่าธุรกิจใดที่เก็บข้อมูลลูกค้าที่มาจากสหภาพยุโรป และไม่ได้เก็บรักษาอย่างดี ทำให้เกิดการรั่วไหลออกไป ไม่ว่าจะเป็นความผิดของใคร มีความเสี่ยงที่จะโดนปรับถึง 4% ของรายได้ และธุรกิจที่มีรายได้รายเป็นพันเป็นหมื่นล้านเจออย่างนี้เข้าก็กระอักเลือดเหมือนกัน



ต่อไปนี้บรรดาธุรกิจจะทำธุรกรรมอะไรก็ต้องระมัดระวังเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการจัดเก็บเอกสารจะต้องเป็นระบบสามารถป้องกันข้อมูลรั่วไหลอย่างได้ผลจริงๆ ตอนนี้องค์กรขนาดใหญ่ก็เริ่มไหวตัวที่จะหาเทคโนโลยีตัวนี้กันจ้าละหวั่น เพราะยังไงเสียกันไว้ดีกว่าแก้แน่ๆ

วันก่อนได้คุยกับ “คุณฐกร รัตนกมลพร” ซีอีโอ.บมจ. ดิทโต (ประเทศไทย) เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการเอกสารและข้อมูลอันดับหนึ่งของไทย ที่เพิ่งกลับจากเยอรมัน เพื่อไปเซ็นสัญญากับกับพันธมิตรธุรกิจนำโนว์ฮาว (Know-how) ในการแก้ปัญหานี้มาใช้กับประเทศไทย จึงถือโอกาสเป็นนักเรียนน้อยขอความรู้เสียเลย

คุณฐกร เล่าว่า กฎหมายนี้มีผลต่อทุกบริษัทไม่ว่าคุณจะตั้งสำนักงานอยู่ที่ใด แต่หากคุณมีการติดต่อประกอบธุรกิจกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ขายสินค้าหรือบริการให้กับพลเมืองสมาชิกสหภาพยุโรป หรือวิเคราะห์ข้อมูลชาวพลเมืองสหภาพยุโรป คุณก็จะถูกควบคุมด้วยกฎหมายฉบับนี้

ดังนั้นบริษัทต้องเตรียมการด้วยการสร้างกระบวนการวิเคราะห์และระบบการปกป้องข้อมูล ซึ่งจะทำให้เกิดผู้รับผิดชอบและหน้าที่ใหม่ๆ ขึ้น จึงเป็นโอกาสและส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับ GDPR นี้

บริษัทที่ถือว่าก้าวหน้ากว่าใครคือ Amagnoของเยอรมันซึ่งทางดิทโต้ เพิ่งเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรธุรกิจเพื่อนำซอฟต์แวร์ ECM ที่ตอบโจทย์ GDPR ได้ ซอฟต์แวร์ตัวนี้สามารถรวบรวมเอาไฟล์ เอกสาร และข้อมูลบริษัทต่างๆ เอาไว้เพื่อใช้เป็นคำหลักในการค้นหา เช่น ชื่อ รหัสลูกค้า หรือวันเกิด ไม่ว่าจะเป็นเอกสารสร้างใหม่ หรือเอกสารที่มาจากการสแกน สามารถแก้ไข ลบทิ้ง ทำลาย ทำให้ระบุตัวตนไม่ได้ ตามต้องการ และยังสามารถย้อนกลับไปดูประวัติการแก้ไขได้



นอกจากการรองรับ GDPR แล้ว ระบบ DMS ในยุคดิจิทัลนี้ต้องมีความสามารถในการจัดการได้มากกว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป แต่จะต้องสามารถจัดการไฟล์ดิจิทัลได้ทุกรูปแบบ ไม่ยุ่งยากและไม่ต้องใช้เวลามากมาย ซอฟต์แวร์สามารถค้นหาไฟล์ได้จากเนื้อหาที่อยู่ในเอกสารภายในเพียงไม่กี่วินาที

ตอนนี้มีบริษัทค้าปลีกชื่อดัง ของประเทศไทย ก็ใช้เทคโนโลยีของAmagnoและดิทโต้จัดการเอกสารและข้อมูลในทุกสาขาทั่วประเทศ อันที่จริงไม่เฉพาะธุรกิจรายใหญ่เท่านั้น แม้กระทั่งธุรกิจระดับเอสเอ็มอี ก็จำเป็นต้องใช้ เพราะปัจจุบันธุรกิจเหล่านี้ทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซกันมาก

คุณฐกร ยังเล่าต่ออีกว่า นอกจากนี้แล้วทาง Amagnoยังมีนวัตกรรมที่เรียกว่า “อี-อินวอย” ซึ่งจำเป็นสำหรับการเสียภาษี ระบบนี้สามารถส่งข้อมูลบิลเข้ากับระบบการทำงานของคุณได้อย่างราบรื่น และทำการจัดเก็บอัตโนมัติเข้าในระบบ DMS ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มต้นด้วยการรับเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-invoice) หรือหากได้รับมาเป็นเอกสารกระดาษ ก็จะผ่านขั้นตอนการสแกนเข้าระบบ และใช้ OCR text recognition เพื่อใช้ในการจำแนกประเภทเอกสาร โดยหลังจากเอกสารได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากผู้มีอำนาจแล้ว เอกสารจะถูกส่งเข้าระบบของผู้ใช้ตาม Workflow ที่ตั้งไว้

ข้อดีของการวางบิลทางอีเมล คือ ความสามารถในการลดค่าใช้จ่าย และขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ทำให้ลดเวลาที่สูญเสียไปซึ่งเมื่อคิดเป็นตัวเงินแล้วมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว

สัปดาห์นี้อาจจะเล่าเรื่องในเชิงเทคนิคไปหน่อย แต่ก็เป็นความจำเป็นที่เราจะต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนไปของโลกและเทคโนโลยี มิฉะนั้นเราจะตกเทรนด์ หรือกลายเป็นคนหลงทางไปเลยก็ได้.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”

ขอบคุณภาพจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 64