อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

'ถูกลูกหลง'คมกระสุน5นัด 10ปีจับไม่ได้อยู่แบบพิการ

สัปดาห์นี้เมื่อชีวิตพบความโชคร้ายตั้งแต่อายุ 15 ปี วิบากกรรมของหนุ่มโดนลูกหลงกระสุนเจาะร่าง ผ่านไป 10 ปีไร้คนผิดจับไม่ได้ ถูกยัดเยียดความพิการตลอดชีวิต อาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2561 เวลา 08.00 น.


ตอนแรกผมก็รับไม่ได้ ร้องไห้ทุกวัน แต่ตอนนี้ 10 ปีแล้วครับต้องยอมรับและอยู่กับมันไปตลอดชีวิต ทุกวันนี้ชีวิตยายน่าจะสบาย แต่เขาต้องมาดูแลผม” เสียงใคร่ครวญที่ห้วงชีวิตได้ผ่านความทุกข์ และอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ นี่คือคำพูดของ “เจมส์” หนุ่มวัย 26 ปีที่วิบากกรรมโดนลูกหลงจาก “กระสุนปริศนา” จนต้องพิการตั้งแต่เยาว์วัย

ทำให้จากเด็กหนุ่มวัย 15 ปี ที่รู้ตัวดีว่าเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง จึงจบเพียงชั้นป.6 ขอให้แรงแลกเงินเลี้ยงปากท้อง “โกวิท สกุลคงคา” หรือ “น้องเจมส์” คอยหาเงินส่งทางบ้าน เช้าทำงานที่อู่ซ่อมรถ ตกดึกพาชีวิตดิ้นรนทำงานตระเวนส่งน้ำตาลสดในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้กลายสภาพเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง หลังถูกยัดเยียดความพิการ จนต้องสู้กับมันมา 10 ปีแล้ว



“นางอำพร กุลทับ” อายุ 61 ปี ผู้เป็นยายที่กำลังใช้มือเช็ดตัวให้หลานชาย พรางเล่าย้อนไปเมื่อปี 52 ที่เทศกาลกินปลาทูแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม หลานชายได้บอกว่า “หนูจะไปเที่ยวงานกับเพื่อนนะครับ แล้วจะรีบกลับ” เป็นธรรมดาที่ยายจะรู้ดีว่า หลานชายจะกลับมาเที่ยวงานประจำปีกับกลุ่มเพื่อนๆ

กระทั่งเที่ยวงานเสร็จ เจมส์กำลังขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านพร้อมเพื่อนๆ โดยถนน 2 เลนที่รายล้อมด้วยความมืดและอากาศเย็นๆ ทุกคนก็อยากกลับให้ถึงบ้านเร็วๆ แต่จู่ๆ เสียงปืนดังสนั่นแต่ไม่รู้ว่ามาจากไหน กระสุนพุ่งแหวกความมืดเจาะทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำให้รถมอเตอร์ไซค์ล้มลงหลายคัน และไถลครูดเอาผิวหนังไปด้วย



แต่กระสุนปริศนา 5 เม็ดรวดได้ฝังเข้าที่ร่างกายของใครสักคน นอนนิ่งจมกองเลือดในความมืด ส่วนอีกคนถูกคมกระสุน 3 เม็ดแต่ไม่โดนจุดสำคัญ และยังมีคนที่ได้รับบาดเจ็บเพราะตกใจรถมอเตอร์ล้มลงไถลกับพื้นถนน

ฟากผู้เป็นยายที่นอนรอหลานกลับบ้าน “ตอนนั้นมันนอนไม่หลับ รู้สึกว่าทำไมหลานยังไม่กลับบ้าน มันดึกแล้วโทรศัพท์ก็ไม่มีติดต่อกัน” ครู่หนึ่งผ่านไปมีเสียงใครมาตะโกนเรียกอยู่ที่หน้าบ้าน นางอำพรจึงไปเปิดประตูบ้าน เห็นเพื่อนๆ หลานชายท่าทางแปลกๆ หน้าตาตื่นมาบอกว่า “ยายๆ ยายทำใจดีๆ นะ เจมส์ถูกยิง”

มันจะเป็นลม ทำอะไรไม่ถูก คงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ร่างกายสั่นไปหมด หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ยายก็พยายามฝืนไปที่รพ.สมุทรสงคราม เห็นเครื่องมือแพทย์เต็มไปหมด มีสายอะไรเยอะแยะอยู่รอบๆ ตัวเขา มันทำใจไม่ได้” นางอำพร ผู้เป็นยายบอกความรู้สึก ณ ขณะนั้น ยังจำได้ฝังใจไม่เคยลืมจนถึงทุกวันนี้



แพทย์วิ่งเข้าวิ่งออกภาพยังจำติดตา จนถึงเวลาที่แพทย์เรียกญาติเข้าไปคุย...กระสุนไปโดนเส้นประสาทที่มีผลต่อกระดูกสันหลัง ทำให้ประโยคเดิมกลับอีกครั้ง “หมอขอให้ยายทำใจดีๆ อาการหลานชาย อาจทำให้เด็กกลับมาไม่ปกติ หมอตัดไตไป ข้างเพื่อรักษาชีวิต” นอกเหนือจากน้ำเสียงของหลานชายในหัว “จะรีบกลับนะยาย หนูจะรีบกลับ” เสียงใดๆ มันอื้ออึงไปหมด ในหัวของผู้เป็นยายมีแต่เสียงหลานชาย แต่ก็เชื่อว่าแพทย์ต้องช่วยได้เต็มที่

สำหรับในทางคดีอดที่จะน้อยใจไม่ได้ เพราะแทบจะไร้หลักฐานที่พอจะแกะรอยควานหาเจ้าของกระสุน .38 นี้ได้ ไม่มีกล้องวงจรปิด แถมยังเป็นที่มืด มันยิ่งทำให้ยายของน้องเจมส์คิดน้อยใจในชะตาชีวิตที่เกิดขึ้นกับหลานชาย “ทำไมหลานชายต้องมาโดนยิงแบบนี้...”

“เจมส์” หนุ่มพิการเล่าให้ฟังว่า กระสุนพุ่งจากด้านขวา รู้สึกมีอะไรทะลุแขนไป ก่อนที่จะจำอะไรไม่ได้ ผมนอนหลับไป 1 วัน 1 คืนก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และกว่า 7 วันที่จะจำอะไรได้ ซึ่งจำนวนกระสุน 5 เม็ดที่เจาะเข้าที่ร่างกายยังฝังอยู่ที่หัวไหล่และจุดใกล้ปอดอย่างละ 1 เม็ด เพราะหากผ่าตัดโอกาสแย่มีมากกว่าฟื้นกลับมา



แน่นอนการลุกจากเตียง เป็นสิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุด...แต่พี่เชื่อไหมครับ ร่างกายของผมมันทิ้งตัวลง ไร้เรี่ยวแรงเพื่อนที่เฝ้าไข้รีบคว้าตัวผมไว้ทัน ผมจึงมารู้ว่า 7 วันที่ฟื้นลืมตารู้สึกตัว ไม่มีใครกล้าบอกกับผมว่า...ต่อไปนี้จะเดินไม่ได้แล้ว ผมเครียดไปหมดทุกอย่าง มันท้อมาก หมดอาลัยตายอยาก ผมท้อเพราะผมไม่ได้เป็นตั้งแต่เกิด ผมเคยเดินได้มาก่อน แล้ววันนี้ผมจะเดินไม่ได้อีกต่อไป ใครเข้าใจความรู้สึกผมบ้าง ทุกๆครั้งที่มองเห็นขาตัวเองเล็กลงๆ มากขึ้นทุกวัน ผมไม่เคยกลั้นน้ำตาไว้ได้เลย

นับเวลาได้ถึง 6 ปีที่เขาต้องนั่งร้องไห้อยู่กับตัวเอง นึกอยากจะฆ่าตัวตายให้จบๆ แต่ถ้าไม่ตายแล้วภาระหนักคงหนีไม่พ้นตกที่ยาย วงจรความคิดนี้วนเวียนจนเขาแทบบ้า กระทั่งย่างเข้าปีที่ 7 ขณะนั้นเจมส์อายุ 21 ปี เกิดมีความรักกับหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาดูแล มันทำให้กำลังใจถูกเติมเต็มจนชุ่มหัวใจ กลายเป็นแรงผลักที่อยากจะอยู่ต่อ มันคือความสุขที่อยากจะกลับมาเดินอีกครั้ง แม้หนทางจะน้อยเหลือเกิน

ในที่สุด 1 ปีผ่านไปกาลเวลาไม่สามารถหยุดใจคนได้ เขายอมปล่อยทุกสิ่ง แม้แต่ความรักที่ยินดีให้แฟนสาวไปเจอสิ่งที่ดีกว่า เพราะเขาคิดได้ว่า...หากสักวันหนึ่งเขาหายไป เขาขอถอยและยอมเจ็บวันนี้ เพื่อให้อีกคนไปมีอนาคตที่สดใส แต่นั้นก็ต้องแลกมาด้วยน้ำตาของลูกผู้ชาย



คนเราไม่จากเป็นก็จากตาย บ้านผมอยู่ข้างวัด ผมฟังพระสวด พระท่านเทศน์ก่อนที่จะเผาศพ ถ้าเรามัวแต่ถือไว้มันก็หนัก ปล่อยมันก็เบา เหมือนกับชีวิตเราดื้อไปใจก็จะแย่กว่าเดิม กลับมาอยู่กับตัวเอง อยู่เพื่อเป็นกำลังใจให้ยาย”

จากคนที่คอยหาเงินหนักเอาเบาสู้ รับจ้างแบกน้ำตาลสดส่งทั่วกรุงเทพฯ จึงอยากกลับไปทำงานได้อีกครั้ง เพราะเขาไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นภาระให้ยาย บางครั้งน้ำตาไหลพูดกับยาย “หนูก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้” ทำให้ 3 ปีให้หลังแม้หนทางจะมืดและแคบจนมีแต่ทางดัน มันก็ต้องยอมรับให้ได้ เขาเลือกมองดูคนอื่นว่าทำไมอยู่ได้ เราจะมัวมาท้อไม่ได้ เมื่อยังหายใจก็ต้องสู้เพื่อความอยู่รอด ทำหัวใจให้เข็มแข็งที่สุด ใจล้วนๆ ที่จะพาฝ่าวิกฤติของชีวิตไปได้.
...................................................
คอลัมน์ : นิยายชีวิตอาทิตย์สไตล์
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”
ขอบคุณภาพบางส่วน : @สนุ๊ก สะพานบุญ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 72