อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

หลักคิดพระราชา พึงน้อมพิจารณาแก้ความขัดแย้ง

สัปดาห์นี้ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในเรื่อง “การแก้ปัญหาความขัดแย้ง” มาให้พึงน้อมนำพิจารณากัน พฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 14.00 น.


มนุษย์ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นสัตว์สังคมที่มีการอยู่ร่วมกันไม่อาจแยกตัวอยู่เพียงลำพัง เนื่องจากต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงในการดำเนินชีวิต การอยู่ร่วมกันจึงมีทั้งความเห็นที่ตรงกันและความเห็นที่แตกต่างกัน การกระทบกระทั่งกันจึงเป็นเรื่องปกติวิสัยในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความเห็นที่แตกต่างกันย่อมนำไปสู่ความกินแหนงแคลงใจกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการานำไปสู่การกระทบกระทั่งกัน เมื่อสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิดการขัดแย้งกันโดยการแสดงออกทางวาจาที่หยาบคาย การกระทำที่ก้าวร้าวและประทุษร้ายต่อกัน

ความเห็นที่แตกต่างกันหากเป็นความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจซึ่งมีเจตนาดีต่อส่วนรวมโดยสันติก็เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ แต่ในทางกลับกันความเห็นที่แตกต่างกันหากไม่มีความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีความจริงใจ ไม่มีเจตนาดีต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังมีเจตนาร้ายแอบแฝงก็ต้องกระชากหน้ากากเปิดเผยตัวตนและกลุ่มก้อนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมในวงกว้าง เพื่อมิให้ผู้คนทั่วไปเกิดความหลงผิดและถูกชักนำให้กระทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม มิเช่นนั้นแล้วชาติบ้านเมืองก็ตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อความเจริญมั่นคงของประเทศชาติและความเจริญผาสุกของประชาชน วงจรอุบาทว์ที่มีการเลือกตั้งสลับกับการทำรัฐประหารก็จะคอยตามมาหลอกหลอนประชาชน ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศอยู่ไม่เว้นวาย



ในห้วงเวลากว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเกิดการแตกแยกร้าวฉานอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อชาติบ้านเมืองอย่างร้ายแรง เพื่อให้คนในชาติได้ตระหนักรู้ถึงสภาพการณ์อันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไปในอนาคต ประสบการณ์ตรงอันปวดร้าวจากชีวิตจริงของแต่ละคน คงจะทำให้ได้ตื่นรู้และตื่นตัวที่จะต้องช่วยกันประคับประคองให้ประเทศชาติเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง จึงขออัญเชิญพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งมาให้ได้น้อมนำพิจารณากันดังต่อไปนี้

พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่กลุ่มชาวไร่ หมู่บ้านตัวอย่าง โครงการไทย-อิสราเอล จ.เพชรบุรี วันที่ 25 พ.ค.2513 ความว่า “...ความสามัคคีนี้ หมายถึงว่ามีสิ่งใดที่อาจขัดแย้งซึ่งกันและกันบ้าง ก็ต้องปรองดองกันเสีย และหาทางออกโดยที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะความสามัคคีเป็นกำลังอย่างสูงสุดของหมู่ชน...”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 11 ก.ค.2513 ความว่า “...ความจริงใจต่อผู้อื่นเป็นคุณธรรมสำคัญมาก สำหรับผู้ที่ต้องการความสำเร็จและความเจริญ เพราะช่วยให้สามารถขจัดปัดเป่าปัญหาได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอันเกิดจากความกินแหนงแคลงใจ และเอารัดเอาเปรียบกัน นอกจากนั้นยังทำให้ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจ และความร่วมมือสนับสนุนจากทุกคนทุกฝ่าย ที่ถือมั่นในเหตุผลและความดี ผู้มีความจริงใจจะทำการสิ่งใดก็มักสำเร็จได้โดยราบรื่น...”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ มีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ วันที่ 29 ต.ค.2517 ความว่า “...ความสามัคคีนั้น อาจหมายความถึงเห็นชอบเห็นพ้องกันโดยไม่แย้งกัน ความจริงงานทุกอย่าง หรือการอยู่เป็นสังคมย่อมต้องมีความขัดแย้งกัน ความคิดต่างกัน ซึ่งไม่เสียหาย แต่อยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าเราใช้หลักวิชาและความปรองดองด้วยการใช้ปัญญาการแย้งต่างๆ ย่อมเป็นประโยชน์ หากมีรากฐานของความคิดอย่างเดียวกัน รากฐานของความคิดนั้นคือ แต่ละคนจะต้องทำให้บ้านเมืองมีความมีความเป็นปึกแผ่น...”



พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ เชียงใหม่ วันที่ 10 ก.พ.2522 ความว่า “...การที่จะให้งานประสานกัน เพื่อช่วยให้งานของทุกฝ่ายดำเนินก้าวหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วนั้น ทุกฝ่ายจะต้องไม่แบ่งแยกกัน ไม่แย่งประโยชน์ ไม่แย่ง ความชอบกัน แต่ละฝ่ายแต่ละคนต้องทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลสำเร็จในการงานเป็นใหญ่ยิ่งกว่า สิ่งอื่น...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2528 ความว่า “...การรู้จักรับผิด คือ การยอมรับว่าสิ่งที่ตนทำมีข้อใด ส่วนใดผิดพลาดเสียหายและเสียหายเพราะ เหตุใดข้อนี้มีประโยชน์ ทำให้รู้จักพิจารณาการกระทำของตน พร้อมทั้งข้อบกพร่องของตนอย่างจริงจัง เป็นทางที่จะช่วยให้คิดหาวิธีปฏิบัติแก้ไข การกระทำและความผิดพลาดต่างๆ ให้ถูกต้องสมบูรณ์ได้...”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่พ.ศ.2531 เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2530 ความว่า “...ความเมตตาปรองดอง และความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกันนั้น ยังมีอยู่ในจิตใจคนไทย ถ้าเราทั้งหลายพยายามนึกถึงประโยชน์และความสุข ความเจริญของส่วนรวมให้มาก พยายามหันหน้าเข้าหากันและมองกันในทางที่ดีอยู่เสมอก็จะเข้าใจกัน และร่วมมืองานกันได้เป็นอย่างดี...”

พระราชดำรัสพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2533 ความว่า “...การแก้ปัญหานั้น ถ้าไม่ทำให้ถูกเหตุถูกทาง ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง มักจะกลายเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากและยุ่งยากขึ้น แต่ละฝ่ายจึงควรจะตั้งใจพยายามทำความคิดความเห็นให้กระจ่างและเที่ยงตรง เพื่อจักได้สามารถเข้าใจปัญหาและเข้าใจกันและกันอย่างถูกต้อง...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวันที่ 13 ก.ค.2533 ความว่า “...ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขได้ ถ้าแก้คนเดียวไม่ได้ก็ช่วยกันคิดกัน แก้หลายๆ คน หลายๆ ทาง ด้วยความร่วมมือปรองดองกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจักได้ไม่กลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง และบ่อนทำลายความเจริญและความสำเร็จ...”

พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตตาลัย วันที่ 4 ธ.ค.2536 ความว่า “...สามัคคีหรือการปรองดองกัน ไม่ได้หมายความว่าคนหนึ่งพูดอย่างหนึ่งคนอื่นต้องพูดเหมือนกันหมด ลงท้ายชีวิตก็ไม่มีความหมาย ต้องมีความแตกต่างกัน แต่ต้องทำงานให้สอดคล้องกัน แม้จะขัดกันบ้าง แต่ต้องสอดคล้องกัน...”
.................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 222