อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561

ระวังน้ำผึ้งหยดเดียว!! จากเพลง"ประเทศกูมี"

สัปดาห์นี้กระแสยังเทมาที่เรื่อง “ประเทศกูมี” คนจึงตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า “ทำไมต้องดิ้น” เพราะยิ่งขยายอาจยิ่งเพิ่มนำมาสู่...ความขัดแย้ง พฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 11.00 น.


ในอินเทอร์เน็ตมีเรื่องที่สามารถกลายเป็นกระแสฮือฮาได้ง่ายมาก ในแต่ละสัปดาห์ก็จะเกิดเรื่องใหม่แบบเรื่องเก่าก็ยังไม่ “ชำระความ” กันให้จบ อย่างเช่นเรื่อง “ศึกบินไทย” ไฟล์ทที่กัปตันแย่งที่นั่งผู้โดยสาร จนทำให้เครื่องออกล่าช้าไป 2 ชั่วโมงจะจบอย่างไร จะมีใครถูกลงโทษหรือมีความรับผิดชอบอะไร ปรากฏว่ากระแสยังไม่ทันคลี่คลาย ก็เกิด “ดราม่าใหม่” ที่ฮือฮาหนักๆ ขึ้นมา

กลุ่ม แร็พต้านรัฐประหาร” หรือ Rap Against dictatorship (RAD) ออกเพลงแร็พใต้ดินชื่อเพลง “ประเทศกูมี” ฟังๆ ดูบวกกับไปอ่านเนื้อแล้ว ก็พูดถึงปัญหาความ “ไม่น่าชอบใจ” ในบ้านเราหลายๆ เรื่อง เช่นเรื่องเสือดำ หรือเรื่องบ้านพักป่าแหว่ง แล้วก็แน่นอนถ้าพูดถึงปัญหาในประเทศมันก็ไม่พ้น...เรื่องการเมือง เพราะไทยก็ยังมีความแตกแยกทางความคิด

ภาษามันก็แรงๆ ตามแบบฉบับเพลงใต้ดิน ซึ่งเรื่องการใช้เพลง ดนตรีวิพากษ์วิจารณ์การเมืองนี้ ประเทศเสรีภาพทั่วโลกเขาก็ทำกันหมด เมืองไทยก็ไม่ใช่ว่าไม่มี สมัยก่อนมีวงเพื่อชีวิตที่แต่งเพลงวิจารณ์การเมือง ซึ่งกลายมาเป็นคนรุ่นหนึ่งที่วันนี้บทบาทด้านนั้นอาจลดลงไปแล้ว เมื่อเป็นประเทศเสรี ใครๆ ก็มีสิทธิ์สนใจ วิพากษ์การเมืองได้ ความสนใจวิพากษ์นี้ก็ถ่ายทอดมาที่เยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ จะทำเพลงแร็พมันก็ไม่แปลก



ปรากฏว่าแทนที่เพลงจะได้อยู่ในพื้นที่เงียบๆ ดันมี “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ซึ่งเป็น “ลูกน้องของผู้ใหญ่อีกที” ออกมาแสดงความไม่พอใจว่า เป็นเพลงทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย ว่ากันไปถึงจะกระทบภาพลักษณ์ การลงทุน ฯลฯ ทั้งที่เอาจริงในโลกเสรี ต่างชาติไม่เห็นจะเอาเป็นเอาตายว่า ประเทศไทยมันต้องเละเทะแบบในเพลง ดังนั้นอย่าลงทุนมันดีกว่า

ย้ำชัดๆ “ก็แค่เพลงๆ หนึ่ง” สื่อบันเทิงยาว 5 นาทีกว่าๆ น่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ?? แค่คนที่เห็นความไม่น่าชอบใจแล้วคิดร่ายยาวออกมาเป็นเพลง แต่เห็นเต้นกันขนาดหาช่องทางจะใช้กฎหมายปิดปาก จะไปดูช่องทางพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้าการวิจารณ์จะส่งผลกระทบหนักหนามาก ป่านนี้สหรัฐฯ มิเละตุ้มเป๊ะสิ้นชาติกันไปแล้วเหรอ เพราะกระแสก่นด่าประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” รุนแรงจะตายถ้าตามข่าวดู

ฟังที่โฆษกรัฐบาล “บี-พุทธิพงษ์ ปุณกันต์” พูดประมาณว่า “ผมเห็นเนื้อหาเหมือนต่อว่ารัฐบาล แต่สุดท้ายคนที่เสียหายมากที่สุดคือประเทศไทย คนทำอาจจะได้รับความสนุกสนาน สะใจที่ได้ใช้ข้อมูลตอบโต้หรือกล่าวว่ารัฐบาล แต่อยากให้ดูว่าสุดท้ายไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนที่เสียหายมากที่สุดคือประเทศไทย” แล้วก็ชวนให้คิดถึงอะไรหลายๆ อย่างอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องความหมายของ “ความมั่นคง”



กฎหมายเกี่ยวกับสื่อหลายๆ ฉบับ หรือเร็วๆ นี้ก็จะมีการผ่านร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ จำกัดการสื่อสารที่กระทบต่อ “ความมั่นคงของรัฐ” ซึ่งถูกมองว่า การจำกัดความกว้างมาก จะไปรวมถึง “ความมั่นคงแห่งรัฐบาล” หรือไม่ มิฉะนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ก็ถูกตีความว่าเข้าข่ายเอาได้ง่ายๆ และกลายเป็นการใช้กฎหมายปิดกั้นเสรีภาพการสื่อสารไปอีกในอนาคต ทั้งที่เสรีภาพในการสื่อสาร เป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญรับรอง

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลออกมามีปฏิกิริยารุนแรงนี้ กลับกลายเป็นผลให้เพลงนี้ดังขึ้นมาทันที ยอดวิวจากที่ไม่เท่าไรข่าวว่าพุ่งไปเป็นหลักล้าน จนจะถึงสิบล้านอยู่รอมร่อ และแน่นอนชาวเน็ตที่ค่อนข้างไปทางหมั่นไส้รัฐบาลอยู่แล้วก็ทำ Meme ออกมาล้อเลียน ขยายผลไปอีก ยิ่งเคลื่อนไหวมาก รัฐบาลยิ่งกลายเป็นจุดสนใจให้คนตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องดิ้น” กลายเป็นการโปรโมทเพลงออกไปโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีในภาวะนี้

ไม่เป็นผลดี 1.เพราะการไปเต้นตาม และจะนำไปสู่การปิดกั้นการสื่อสาร รัฐบาลควรจะได้เห็นบทเรียนว่า บางทีเรื่อง “น้ำผึ้งหยดเดียว” กระจายตัวออกไปมากแค่ไหน คงจำกันได้เรื่องเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการปิดกั้นการสื่อสาร จนเกิดเหตุคนไม่ยอมถูกละเมิดเสรีภาพ มันเริ่มจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตกที่ทุ่งใหญ่นเรศวร และพบว่ามีการขนซากสัตว์ต่างๆ คาดว่ามีการล่าสัตว์ในเขตป่าสงวน
มันจุดชนวนให้มีผู้ออกเอกสาร “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” แล้วก็ถูกปิดกั้นไม่ให้เผยแพร่ คนตั้งคำถามกับรัฐบาล ณ ขณะนั้นขึ้นมาทันที นำไปสู่การเคลื่อนไหวตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของรัฐบาล และเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่ารัฐบาลขณะนั้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่กระแสประชาชนถูกปลุกขึ้นมาแล้วก็ทัดทานยาก นั่นคืออดีต ยิ่งในโลกยุคปัจจุบันที่การสื่อสารมันเสรีมากขึ้น กระแสก็ยิ่งสะพัดออกไปได้ง่าย

ไม่เป็นผลดี 2.เพราะขณะนี้มันใกล้เลือกตั้ง และเป็นที่เข้าใจกันว่า “คนของรัฐบาลอาจกลับมามีอำนาจอีก” มีพรรคการเมืองขั้วดูดที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นนายกฯ อีกสมัย ถ้าเกิดภาพถึงการปิดกั้น หรือความไม่ชอบธรรมใดๆ ก็มีผลต่อกระแสสนับสนุน ยิ่งถ้าเรื่องขยายความใหญ่โตไปถึงขั้นว่า พยายามปิดสื่อ ปิดปาก ก็กลายเป็นประเด็นโจมตีได้ว่า “นี่ไงรัฐบาลเผด็จการ” ทีนี้คะแนนเสียงก็สวิงไปอีกฝั่ง



เอาเข้าจริงในสากลโลกนี้ ถามว่าคนที่ไม่พอใจรัฐบาลและแสดงออกในรูปแบบต่างๆ มีกันหมดล่ะ ยกเว้นประเทศเผด็จการอย่างเกาหลีเหนือ ที่ถ้าลองมีก็ไปอยู่ค่ายกักกันหรือโดนประหารกันบ้างล่ะ การเมืองเป็นเรื่องอุดมการณ์ทางความคิด ทุกรัฐบาลก็มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางเรื่องไปไล่ชี้แจงก็ใช่ที่ ถ้ามันเกิดจากอคติก็ปล่อยให้ผลงานและเวลาพิสูจน์เอง อย่างที่เขาพูดว่า “ทองแท้ไม่กลัวไฟ” มันก็เป็นพังเพยที่ยังใช้ได้

แต่นี่พอไม่เงียบ มันก็ขยายผลไปอย่างที่ไม่รู้ว่า...จะจบลงอย่างไร?? เผลอๆ ไปปลุกขบวนการใต้ดินอีกเยอะแยะ ถ้าให้แนะนำก็บอกว่า โลกข้อมูลข่าวสารเดี๋ยวนี้อะไรมันมาไวไปไวก็ต้องมีประเด็นใหม่มาดึงความสนใจสังคมให้ได้แบบชะงัด คือ กระแสเทมาที่เรื่องใหม่ได้ แต่กองเชียร์รัฐบาลอย่ายิ่งไปขยายโดยการที่ใครไม่ชอบใจ ก็ไล่คนที่เห็นด้วยกับเพลงออกนอกประเทศเสีย แบบ “ไม่พอใจก็อย่าอยู่ประเทศนี้” เพราะยิ่งขยายความขัดแย้ง

คิดไปคิดมาก็น่าตั้งคำถามว่า ทำไมบางคนถึงจะเอาเป็นเอาตายกับคนทำเพลงนัก เห็นมีแต่จะไล่เขาออกนอกประเทศก แต่ไอ้เรื่องไม่น่าชอบใจในเพลง “ประเทศกูมี” หรือคนที่ไม่น่าชอบใจที่เพลงกล่าวถึง ก็ไม่เห็น “บางคน” ที่ว่าจะคิดถึงอะไรที่ “ทำให้ประเทศเป็นแบบนี้” และช่วยกันไล่ออกนอกประเทศบ้างล่ะ เช่น พวกก่อความขัดแย้งไม่ว่าฝ่ายไหนก็เถอะ พวกใช้อำนาจบาตรใหญ่ หรือพวกถ่วงคดีให้ล่าช้า

ที่ว่า “ประเทศกูมี” มันมีจริงๆ ไหม ถ้ามีแล้วมันแย่ไหม ถ้าจะแก้ เลือกตั้งเป็นวิธีที่ช่วยได้หรือเปล่า?
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

ขอบคุณภาพจาก : Rap Against Dictatorship

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 255