อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 ตุลาคม 2561

จากมือวิสามัญฯสู่ด็อกเตอร์ ตำรวจเก็บฟืน-ไม่อายทำกิน

ย้ำอย่าอายทำกิน อาชีพเสริมสุจริตเหนื่อยสกปรกแต่ภาคภูมิใจดีกว่าไปทำเรื่องผิดกม. เผยจากตร.ประทวนมือวิสามัญฯผันต่อเองจนจบด็อกเตอร์ ใฝ่รู้ใฝ่เรียนคิดทุกเรื่องเป็นเชิงบวก เสาร์ที่ 6 ตุลาคม 2561 เวลา 10.00 น.


อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” หากใครทำได้ถือเป็นมงคลกับชีวิต เพราะใครก็ตามที่ประสบความสำเร็จในชีวิตล้วนประพฤติตัวตามคำคมข้างต้นด้วยกันทั้งนั้น
ทำควบคู่ไปกับตัวแปรสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความพยายาม อดทน สู้ ไม่ย่อท้อ ติดดิน รู้จักค่าของเงิน และที่สำคัญต้องประพฤติตนอยู่บนความถูกต้องด้วย

วีคนี้จั่วหัวชื่อตอนดุไปหน่อย บางคนอ่านแล้วแปลกใจ...ยังไงกันตำรวจมือวิสามัญฯกลับผันตัวไปเป็นด็อกเตอร์…เปิดตัวเรื่องราว ...ดร.สฤษดิ์ สายสวาท รองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม อดีตตำรวจชั้นประทวน มือทำงานจัดการคนชั่วโดยมาตรการเด็ดขาด ...ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีอาชีพเสริมเป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อย สกปรก แต่เจ้าตัวรู้สึกภูมิใจเพราะเป็นอาชีพสุจริต ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร สามารถนำรายได้มาจุนเจือครอบครัวได้





...ดร.สฤษดิ์” บอกว่า “ผมเป็นคนราชบุรี เป็นลูกชาวนาฐานะยากจน พ่อพาไปฝากอยู่วัดตั้งแต่เด็กเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อแปลก หรือพระครูกัลยาณกิจโกศล เจ้าอาวาสวัดลำน้ำ เป็นเด็กวัดเติบโตมากับข้าวก้นบาตร เมื่อจบชั้นมัธยมฯปีที่ 3 ไปสมัครสอบตำรวจ ที่โรงเรียนพลตำรวจ 7 นครปฐม รุ่นที่ 32 ปี 24 เข้ารับราชการตำรวจครั้งแรกที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาปี 26 ย้ายมาที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม (หน่วยเฉพาะกิจ 59)”

กระทั่งเลื่อนยศเป็นดาบตำรวจ ช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเฉพาะกิจฯมีโอกาสทำงานร่วมกับผู้บังคับบัญชาที่มีชื่อเสียงในสายงานปราบราม เช่น พล...วรพจน์ ประชาเดชะ พ...สมชาย โพธิ์เย็น ได้เรียนรู้ประสบการณ์ทั้งสองท่านอย่างใกล้ชิด จนเป็นที่รู้จักในวงการว่า...ดาบสฤษดิ์มือวิสามัญฯ ภายหลังย้ายไปทำงานที่ตำรวจภูธรภาค 7 ระยะหนึ่ง และย้ายกลับมาทำงานที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมจนถึงปัจจุบัน



การทำงานในหน้าที่ตำรวจทำแต่งานด้านการปราบปรามเป็นหลัก ช่วงชีวิตหนึ่งมีความจำเป็นต้องย้ายไปทำงานธุรการ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนพิมพ์ดีด-ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นต้องเรียนรู้ใหม่หมด ผมไม่ยอมแพ้กับชะตาชีวิตที่มือปราบต้องมานั่งทำงานธุรการ เรียนรู้กับงานธุรการอย่างจริงจังไม่ย่อท้อ ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต มันแปลกมากทำงานธุรการมีความรู้สึกว่าทำไมเวลามันเหลือเยอะ ผิดกับทำงานด้านการปราบปรามแทบไม่รู้จักเลยว่าวันหยุดเป็นอย่างไร ประกอบกับความอยากใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นจึงมีความคิดที่จะเรียนต่อ และได้ไปสมัครสอบเข้าเรียนระดับปริญญาตรีสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่สถาบันราชภัฏนครปฐมในขณะนั้น”

ปรากฏว่าไม่สามารถสมัครเข้ารับการศึกษาได้ เนื่องจากมีวุฒิการศึกษาเพียงมัธยมต้น (..3) จำเป็นต้องใช้วุฒิมัธยมปลาย จึงไปสมัคร กศน..เมืองนครปฐม ใช้เวลาเรียน 1 ปี 6 เดือนก็จบ นำคุณวุฒิไปสมัครที่สถาบันราชภัฏนครปฐมอีกครั้ง เรียน 2 สาขาคือวิทยาการคอมพิวเตอร์ และการพัฒนาชุมชน กระทั่งจบปริญญาตรีทั้ง 2 สาขาวิชา ก่อนต่อระดับปริญญาโท (สาขาวิชาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา) จบปี 51 ก็สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นอาจารย์พิเศษประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จากการที่ได้มีโอกาสเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษานี้เองทำให้มีความคิดว่า “การสอนคือการเรียนรู้” เป็นการเรียนรู้ตลอดเวลาจะต้องค้นคว้าหาความรู้ที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่กระตุ้นให้อยากจะเรียนต่อในระดับปริญญาเอก



จุดเปลี่ยนทีสำคัญของชีวิตครั้งที่ 2 ปี 54 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดรับสมัครตำรวจยศดาบตำรวจที่มีอายุ 50 ปีมีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ สอบเลื่อนชั้นเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร 500 อัตราทั่วประเทศ สอบผ่านเป็นลำดับที่ 3 ของตำรวจภูธรภาค 7 หลังฝึกอบรมเสร็จได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองสารวัตรกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมจนถึงปัจจุบัน จนปี 55 โอกาสสำคัญของชีวิตมาถึงอีกครั้ง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมเปิดการสอนระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา รุ่นที่ 1 จึงตัดสินใจไปสมัครเรียนต่อจนจบเมื่อต้นปี 61 ที่ผ่านมา

แนวคิดการดำรงชีวิตที่ผ่านมา ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น ยึดหลักรายจ่ายต้องไม่มากกว่ารายรับ พยายามหาอาชีพเสริมหารายได้มาจุนเจือครอบครัว ทำในสิ่งที่ถูกกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น เริ่มตั้งแต่ขายประกัน-ขายอาหาร ซื้อ-ขายรถยนต์มือสอง ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์-ธุรกิจรถบรรทุกสิบล้อ กระทั่งเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ทุกอย่างล่มสลาย เป็นหนี้ธนาคารเป็นช่วงชีวิตที่แย่มาก ๆ แต่ผมมองทุกอย่างเป็นเชิงบวก เชื่อว่าปัญหาย่อมมีทางออก”





ต่อมาพบกับอาชีพเสริมโดยบังเอิญ จากการแนะนำของสองสามี-ภรรยานักธุรกิจค้าเนื้อหมูให้นำเศษหมูจากโรงฆ่าสัตว์มาเจียวจนเป็นน้ำมันแล้วส่งขายโรงงานไบโอดีเซล ทำอาชีพเสริมนี้มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทุกวันหลังเลิกงานผม และภรรยาจะไปเอาเศษหมูที่โรงฆ่าสัตว์ ใส่รถแล้วนำไปเข้าเครื่องบดก่อนจะใส่กระทะเจียว เชื้อเพลิงที่ใช้ในการเจียวน้ำมันหมูคือฟืน-เศษไม้ทุกชนิด เมื่อว่างเว้นจากภารกิจก็จะไปตัดต้นไม้-แต่งกิ่งไม้ตามบ้านพรรคพวก-เพื่อนฝูงที่ประสงค์จะให้ตัด นำไม้ที่ได้มาเป็นเชื้อเพลิงจึงเป็นที่มาของฉายา“ตำรวจเก็บฟืน”

อยากฝากแนวคิดถึงตำรวจรุ่นน้องว่าการปฏิบัติงานหน้าที่ปัจจุบันต่างจากในอดีตมาก อดีตนักสืบต้องอาศัย Connection สูงมาก ต้องรู้จักตัวบุคคลในท้องถิ่นแต่ละพื้นที่เพื่อจะได้มาซึ่งข่าวสารต่าง ๆ สิ่งที่สำคัญคือความไว้วางใจ ตำรวจคนใดมีพรรคพวกเพื่อนฝูงมากก็จะได้เปรียบ แต่ในปัจจุบันการทำงานต้องยึดโยงกับเทคโนโลยีเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมต่าง ๆ โปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าการคลี่คลายคดีสำคัญ ๆ ปัจจุบันสำเร็จได้ด้วยอาศัยเทคโนโลยีเกือบทั้งสิ้น ดังนั้นการศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง จงจำไว้ว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน





การประกอบอาชีพเสริมบางอย่างอาจเป็นอาชีพที่เหนื่อย สกปรก ไม่มีเกียรติ แต่เรากลับรู้สึกภูมิใจเพราะเป็นอาชีพสุจริต ผมสอนเด็กมาตลอดย้ำว่าอย่าอายทำกิน อย่าอายอาชีพตัวเอง จงคิดดี-ทำดี...ตำแหน่งด็อกเตอร์หรือตำรวจก็แค่หัวโขนที่เราใส่อยู่ วันหนึ่งมันถึงเวลาต้องถอดออก แต่สำหรับความเป็นผู้นำครอบครัวหัวโขนตรงนี้ไม่สามารถถอดออกได้ เราต้องทำต้องสู้ทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข โดยต้องไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด อาชีพตำรวจโดยเฉพาะตำรวจชั้นประทวนเงินเดือนน้อย สวัสดิการแทบไม่มี หลายคนออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง อยากให้คิดเรื่องอาชีพเสริม งานอาจจะเหนื่อยบ้าง หรือไม่มีเกียรติบ้าง เราต้องรับให้ได้เพราะมันคือความภูมิใจของตัวเราเอง

ชีวิตคนแต่ละคนมีจุดเปลี่ยน-จุดหักเหกันแทบทุกคน...อยู่ที่ว่าใครคิดดีหรือคิดไม่ดีขณะที่เจอกับจุดเปลี่ยนนั้น ๆ เรื่องราวของ “ร...ดร.สฤษดิ์”เป็นตัวอย่างของตำรวจนักสู้ที่แท้จริง ...เพียรพยายามศึกษาหาความรู้จนจบถึงขั้นสูงสุดคือปริญญาเอก สอนลูกศิษย์ให้คิดดี-ทำดี ทุกอย่างจะได้มาด้วยตัวเราเอง อย่าไปรอวาสนา...อาชีพตำรวจจากชั้นประทวนก็ขึ้นมาเป็น ร...ที่สำคัญใช้เวลาว่างทำอาชีพเสริมโดยไม่อายใคร...ปัญหาทุกเรื่องที่เข้ามาใช้วิธีคิดเชิงบวก มองว่าทุกปัญหาต้องแก้ไขได้ และต้องยืนอยู่บนความถูกต้อง ไม่หลงระเริงไปกับหัวโขนที่ใส่อยู่ พร้อมเดินตามกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยวิถีแห่งความเป็นจริง.
........................................
คอลัมน์ คนดีของสังคม
โดย “เหยี่ยวขาว”
ข้อมูล-ภาพโดย...ขจร วัตรเอก ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ จ.นครปฐม


ร่วมสนับสนุนคนดีของสังคมโดย :


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    98%
  • ไม่เห็นด้วย
    2%

บอกต่อ : 5.13K