อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561

โรคฮิตหวัด-แผล-ท้องเสีย ซื้อยาตามคนอื่นเสี่ยงตาย

สัปดาห์นี้นำเรื่องใกล้ตัวมาย้ำอีกครั้ง ภัยเงียบจากพฤติกรรมการใช้ยาโดยไม่จำเป็นใน 3 โรคฮิต “หวัด-แผล-ท้องเสีย” ซื้อยาตามคนอื่น และหยุดเมื่ออาการดีขึ้น เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561 เวลา 10.00 น.


ทุกวันนี้เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่หันมาเอาใจใส่กันมากขึ้น จะทานอะไรก็เลือกอย่างดีที่สุด แต่กลับตรงข้ามกับการใช้ยา ซึ่งใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ และคงต้องย้อนไปที่การประชุมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย ซึ่งล่าสุดวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมฯ ได้เห็นชอบกรอบการทำงาน หวังลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาลงร้อยละ 50 ภายในปี 64

จริงๆ ถ้าจะให้พูดถึงปัญหาเชื้อดื้อยา นับว่าเป็นปัญหาระดับโลก เพราะเชื้อแบคทีเรียก่อโรคปรับตัวจนดื้อต่อยาต้านจุลชีพเกือบทุกชนิด หากไม่เร่งแก้ไขโลกจะกลับสู่ยุคที่คนอาจจะตายจากโรคติดเชื้อแบคทีเรียอีกครั้ง โดยมีการคาดการณ์ว่าปี 2593 ทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 10 ล้านคน ในจำนวนนี้อยู่ในทวีปเอเชียมากที่สุด 4.7 ล้านคน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกว่า ปัญหาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาก่อโรคในคน เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยและประเทศอื่นทั่วโลก เนื่องจากเชื้อโรคมีแนวโน้มดื้อยาต้านจุลชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรคติดเชื้อต่างๆ ที่เคยรักษาและควบคุมได้ กลายเป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต เพราะโรคติดเชื้อที่เคยรักษาหายกลับรักษาไม่หาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่ติดเชื้อในโรงพยาบาล ที่มักจะได้ยามาหลายขนานแล้ว เชื้อดื้อยาจึงเป็นภัยเงียบที่อยู่ใกล้ตัวเราอย่างมาก



รายงานการวิจัยระบุว่า ในแต่ละปีคนไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 คน เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาอย่างน้อยปีละ 20,000-38,000 คน คิดเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 46,000 ล้านบาท และเมื่อเชื้อแบคทีเรียดื้อยาจนครบทุกขนาน ก็จะไม่มียาใดรักษาโรคติดเชื้อได้อีกต่อไป

“การใช้ยาต้านแบคทีเรียที่มากเกินความจำเป็น จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการกลายพันธุ์ได้เร็วขึ้น ดังนั้นการชะลอปัญหาเชื้อดื้อยาต้องเริ่มต้นที่ห้องปฏิบัติการก่อน โดยตรวจวิเคราะห์จะต้องได้ผลถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว และต้องปรับปรุงวิธีตรวจให้ทันกับเชื้ออยู่เสมอ”

โดยเป้าหมาย คือ ลดผู้ป่วยจากเชื้อดื้อลง 50% ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในคนลง 20% และในสัตว์ 30% รวมถึงประชาชนมีความรู้มากขึ้น 20% และมีระบบการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างมีสมรรถนะตามสากล

.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า ยาที่ซื้อผ่านออนไลน์ในประเทศไทยมักซื้อง่ายมาก ซื้อผ่านระบบขายตรงบ้าง ประเด็นอยู่ที่ว่ากินยา “แบบบอกต่อ” เพื่อนบอกว่าดีก็ซื้อตาม ซึ่งอันตรายมาก ฉะนั้นถ้าจะใช้ยาที่เป็นยากิน ควรต้องเจาะเลือดและดูการทำงานของตับ ไต และเม็ดเลือดว่าผิดปกติหรือไม่ ซึ่งการกินยาแผนปัจจุบัน แพทย์มักจะตรวจเลือดอยู่เสมอ แต่การซื้อยาสมุนไพรออนไลน์ ไม่รู้วิธีที่จะดูแลต่ออย่างไร ที่สำคัญถ้าเป็นยาลูกกลอนหรือแคปซูล ต้องระวังพิเศษ เพราะไม่ทราบว่าข้างในมีอะไรบ้าง



ขณะที่ นสพ.ธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาอย่างเหมาะสมในภาคเกษตรและสัตว์เลี้ยง กระทรวงเกษตรฯ มีมาตรการการควบคุมการใช้ยาในสัตว์โดยพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงสัตว์ คุณภาพยา อาหารสัตว์และวัคซีน เพื่อให้สัตว์ปลอดโรค มีการควบคุม ป้องกัน เชื้อดื้อยา และสารตกค้าง โดยมีหน่วยงานและคณะกรรมการที่เฝ้าระวังเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ มีการดำเนินการตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพยาปฏิชีวนะที่จำหน่ายในท้องตลาด และมีการประกาศห้ามการใช้ยาในวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการเจริญเติบโตในทุกชนิดสัตว์

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาของศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยาพบว่า พฤติกรรมการใช้ยาของคนไทยที่ส่งผลต่อเชื้อดื้อยา เช่น ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นใน 3 โรคฮิต “หวัด-เป็นแผล-ท้องเสีย” รวมถึงซื้อยาปฏิชีวนะกินตามคนอื่น และหยุดยาปฏิชีวนะเมื่ออาการดีขึ้น นอกจากนี้ในต่างจังหวัดยังพบการกระจายยาในร้านของชำ ที่ขาดความรู้เรื่องยาปฏิชีวนะ

ดังนั้น ถ้าเน้นให้ความรู้แก่ประชากรกลุ่มเป้าหมาย จะเป็นอีกวิธีที่จะช่วยได้ ทั้งในโรงเรียน เกษตรกร และชุมชน รวมถึงการศึกษาข้อมูลการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาของคนไทย โดยร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ ตลอดจนทำงานตรงไปที่บุคลากรทางการแพทย์ และเภสัชกรในการจัดการเชื้อดื้อยา และการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลการใช้ยาที่ถูกต้อง.
......................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย “ทวีลาภ บวกทอง”


ร่วมสนับสนุนโดย :





​​​​​​

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 383