อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2561

ก่อนที่ทั้ง 2 จะกลายเป็นศพ เขาทำอะไรกันอยู่?

สัปดาห์นี้อุบัติเหตุทำให้ “คนขับรถแท็กซี่” กับ “หนุ่มฟรีแลนซ์” กลายเป็นศพชั่วนิรันดร์ อยากรู้ว่าก่อนหน้านี้เขาทำอะไรกันอยู่?? พุธที่ 6 มิถุนายน 2561 เวลา 08.00 น.


ผมมองเหตุการณ์ตรงหน้า ก็เป็นข่าวอุบัติเหตุที่มีคนตาย “ตำรวจ” ก็ทำงานไป มูลนิธิก็ทำงานไป นักข่าวก็ทำงานไป แต่ภาพตรงหน้าฉุดผมให้ครุ่นคิด “รถแท็กซี่คันสีชมพูชนท้ายกับรถกระบะ” สภาพเละทั้งคู่ เกลื่อนไปด้วยกระจกที่ดิ้นพล่านอยู่ใต้รองเท้าขณะเหยียบย่ำลงไป

“คนขับรถกระบะ” ไม่เป็นอะไรมาก แต่รถช่วงท้ายพังยับ ทางคนขับมึนงงตื่นตะลึงกับเหตุการณ์ เพราะในรถแท็กซี่ที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงราวกับจรวดเคลื่อนที่วิ่งราบไปกับพื้นถนน บัดนี้มันพุ่งชนท้ายรถกระบะอย่างแรง ราวกับหมัดของนักมวยผู้หมายอยากเป็นแชมป์โลกเหวี่ยงหมัดใส่อีกฝ่ายเพื่อทำให้น็อกหลับบนเวที เพื่อต่อยอดไปถึงความฝันของเขาให้จนได้

“รถแท็กซี่” ไม่คิดแม้แต่จะเหยียบเบรก พุ่งชนท้ายกระบะ คนขับแท็กซี่ตายคาพวงมาลัย ผู้โดยสารชายที่นั่งมาก็ตายในเบาะหลังด้วยเช่นกัน คน 2คนที่ไม่รู้จักกันต้องมาตายในพาหนะคันเดียวกัน





หากใครไม่เคยเห็นศพมาก่อน ผมอยากอธิบายคร่าวๆ ว่าศพมนุษย์นั้นมันแทบจะเหมือนร่างมีชีวิตทุกอย่าง เพียงแค่มีเลือดออก อวัยวะบิดเบี้ยว และไร้ซึ่งลมหายใจ ราวกับตุ๊กตาที่จะค่อยๆ ซีดขาวลงไปเรื่อยๆ หมดซึ่งความเป็นมนุษย์แล้วเดินสู่การเป็น
“ศพชั่วนิรันดร์” ไม่อาจนำมันกลับคืนมามีลมหายใจได้อีก

ผมอยากคิด...และครุ่นคิดก่อนที่จะตายพวกเขา โชเฟอร์แท็กซี่ กับชายผู้โดยสาร จะทำอะไรกันอยู่...



“โชเฟอร์แท็กซี่” เร่งรีบรุดรับผู้โดยสาร รถที่เช่ามาทำให้เขาต้องแข่งทำเวลา พยายามจะไม่เลือกรับผู้โดยสาร มุ่งเน้นทางที่วิ่งไกลๆ บ้างเป็นบางครา เพื่อให้มิเตอร์ได้วิ่งในราคาที่สูงขึ้นเพื่อรับเงินได้มากขึ้น เพราะรีบทำเวลารับผู้โดยสาร ตีนขวาของเขาจึงย่ำบนคันเร่งอย่างดุดันราวกับนักแข่งรถ ถนนยามค่ำคืนโล่งและไม่มากรถ จึงเหมาะในการทำความเร็ว

ที่ต้องทำแบบนี้ หาใช่เพราะหลงใหลในความเร็วไม่ แต่เพราะต้องทำเวลา ต้องหาเงิน ต้องหารายได้ เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เมียที่ขายก๊วยเตี๋ยวใกล้บ้านที่เช่าเขาอยู่ เริ่มขายของไม่ได้ มันเป็นแบบนี้มา 4 ปีแล้ว ทุกอย่างฝืดเคือง เขาต้องทำงานเพื่อหารายได้มาจุนเจือ ลูก 2คนยังมีชีวิตด้วยตัวเองไม่ได้ คนเป็นพ่อต้องดูแล ต้องหาเงิน ต้องให้เงินเพื่อให้ลูกเรียนหนังสือและมีชีวิตจนถึงวันที่ตั้งหลักตัวเองได้



เขาฝันอยากเห็นลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย อยากเห็นลูกสวมครุยปริญญาอันทรงเกียรติ อยากเห็นลูกมีงานทำที่ดีกว่าเขา มีชีวิตที่ดีกว่า มีบ้านที่เป็นของตัวเองจริงๆ และมีฐานะการงานที่มั่นคง เขาฝันและฝัน...เมื่อมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เท้ามันต้องเร่ง งานมันต้องหา เงินมันต้องมา การรีบรับส่งลูกค้าจึงต้องทำ ผิดเพียงว่า...ในชั่ววินาทีที่รถแล่นเร็วนั้น ถนนเมืองไทยมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับการขับรถเร็ว ที่จริงมันไม่เคยถูกออกแบบมาให้ประชาชนที่ขับรถบนท้องถนนเลยแม้แต่น้อย

“ผู้โดยสารชาย” พึ่งจะเลิกงานจากร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง ขณะนี้ดึกมากแล้วเวลาเข้าตี 2 ได้ หาวไปหลายที กาแฟไปหลายแก้ว เขามาประชุมกับลูกค้า ซึ่งรับงานจากลูกค้ามาอีกต่อหนึ่ง หน้าที่เขาคือการแก้ไขงานให้สำเร็จลุล่วง การแก้ไขนั้นไม่ยาก เขาทำมันอย่างชำนาญ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำให้ถูกใจลูกค้านั่นเอง

อาชีพที่เขาอยู่ โลกเรียกว่า “ฟรีแลนซ์” อาชีพที่คนจำนวนหนึ่งในสังคมอยากเป็น อยากเป็นนายของตัวเอง มันเป็นคำพูดที่แปลก ชีวิตและตัวตนของเรามันจะกลายเป็นของใครอื่นได้อย่างไร?? เราล้วนเป็นเจ้านายตัวเองอยู่ทุกวัน แต่ในบางทีเราก็เป็นทาสบางอย่างในสังคมที่โดนโซ่คล้องขาไว้ตลอดเวลา

“ฟรีแลนซ์” ที่เขาทำเป็นเวลาหลายปี บัดนี้เริ่มมีปัญหาเพราะทุกคนอยากเป็นฟรีแลนซ์กันหมด งานจึงเฟ้อ ฟรีแลนซ์จำนวนมากอยากโดดเด่นและได้รับงานมากกว่า ฝีมือที่เก่งก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่บางคนเลือกตัดราคารับงานด้วยค่าจ้างที่ถูกกว่า ซึ่งทำให้วงการธุรกิจ นายทุนยิ้มกริ่ม มีคนพร้อมจะทำงานให้ ด้วยคุณภาพที่ไม่แตกต่างกันมาก แถมราคาถูกกว่า ในโลกแห่งเงินตราที่ขับเคลื่อนไปกับระบบทุนนิยม ใครไม่ชอบคนนั้นก็บ้าแล้ว



เขาโต้เถียงพยายามแก้งานกับลูกค้าอยู่นานหลายนาน กว่าจะแก้ไขได้ตรงใจ สิ่งที่เขาได้รับก็คือ “สัจธรรม” ว่าตอนนี้โต้ยังไงก็ไม่อาจชนะ ลูกค้าบางคนที่เคยจ้างเขา บัดนี้เล็งเห็นความสำคัญว่ามีคนพร้อมจะเลือกให้ใช้งานมากมาย ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงด้วย ตอนนี้งานเขาเริ่มหดหาย คืนนั้นเขาโบกรถแท็กซี่กลับหอ ด้วยความอ่อนแรง เหนื่อยล้า พลางคิดว่า...จะหางานไหนมาทำ ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองขนาดนี้...ไหนจะวางแพลนปีนี้อยากจะคุกเข่าขอแฟนสาวแต่งงานเสียที

เขาไม่ได้บอกให้แท็กซี่ขับเร็ว แต่เพราะสมองต้องคิด ทำให้ไม่สังเกตความเร็วจากเข็มไมล์ที่พุ่งขึ้น เพียงแค่ “รถกระบะ” ที่ขับตามมาเปิดไฟเลี้ยวขวากะทันหัน ทำให้ “แท็กซี่” เบรกไม่ทัน และพุ่งชนท้ายอย่างแรง กระบะนั้นแข็งกว่าเก๋งแท็กซี่ มันจึงนำไปสู่ความตาย

ส่วน “กระบะ” นั้นไม่มีพยาน ไม่มีใครรู้เห็น ไม่มีวงจรปิด เพียงให้การว่าเปิดไฟเลี้ยวขวาและอยู่เลนขวาสุดตลอดเวลา อยู่ๆ ดี แท็กซี่ก็มาชนท้าย เท่านี้ใครเล่าจะรู้ความจริงอันจริงๆ ได้อีก

ผมมองคนตาย 2 คน ถ่ายรูปทำข่าว “คนขับรถกระบะ” พึ่งจะเลิกงานจากตลาดนัด พึ่งโดนไล่ออกจากงาน ผลพวงจากเศรษฐกิจฝืดเคือง รถกระบะที่ซื้อมาอย่างภูมิใจที่แปรเปลี่ยนไปเป็นการขายเสื้อผ้าเด็กๆ ทุกวันเขาจะไปขายกับภรรยา แต่ช่วงนี้ต้องงด ภรรยาเริ่มท้องโตแล้ว



“ชายหนุ่มคนขับรถกระบะ” แทบจะคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต เขาจำต้องโกหกปดมดเท็จ ที่ขับรถไปคิดไปเรื่องเงินๆ ทองๆ จนลืมว่าเกือบจะเลยจุดเลี้ยวขวาเข้าบ้านเช่า ตบไฟเลี้ยวและเบี่ยงเลนฉุกเฉิน สักพัก “แท็กซี่” ก็พุ่งมาชนอย่างแรง จนเกิดโศกนาฎกรรมขึ้น

แน่นอนว่าเขามีส่วนทำให้คนตาย 2 คน แต่ในภาวะอย่างนี้ การเป็นคนตายอาจจะดีกว่า ดังนั้นจึงต้องโกหกซ่อนความจริงไว้ มือถือของโชเฟอร์แท็กซี่กับมือถือของผู้โดยสารดังไล่เลี่ยกัน ผมมารู้ทีหลังว่า “สายของแท็กซี่” คือเมียที่ถามว่าสามีจะเข้าบ้านกี่โมง ขณะที่ “สายของฟรีแลนซ์” คือเสียงของแฟนสาวที่เป็นห่วงว่าเมื่อไหร่จะกลับบ้าน หล่อนอยากบอกข่าวดีว่าหล่อนท้อง

แต่ผู้หญิง 2 คนจะรับรู้และใจสลายในไม่กี่นาทีต่อมาว่า คนรักของตนจากโลกไปแล้ว

ชาย 2 คนที่ไม่รู้จักกันต้องมาตายบนรถคันเดียวกัน ด้วยเหตุผลของใคร ถนน ภาวะงาน เศรษฐกิจ รถกระบะ หรือก็แค่ความตายหนึ่งๆ ที่มาแล้วก็จากไปในสังคมไทยเพียงเท่านี้...

ผมไม่อาจตอบได้...ท่านผู้อ่านล่ะ...ตอบได้หรือไม่??
…...........................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ” 

ขอบคุณภาพจาก : 
taxi y2k
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 648