อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 กรกฎาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 23 กรกฎาคม 2562

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

วันที่ ๗ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น “องค์บิดาแห่งกฎหมายไทย” พุธที่ 12 สิงหาคม 2558 เวลา 00.18 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีวันสำคัญวันหนึ่งสำหรับผมและนักกฎหมายทั้งหลาย คือวันที่ ๗ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น “องค์บิดาแห่งกฎหมายไทย”

มุมมองสองวัยในสัปดาห์นี้ จึงจะขอร่วมเทิดพระเกียรติ เสด็จในกรมหลวงราชบุรีฯ โดยเชิญพระประวัติที่มีมุมมองน่าสนใจและแสดงอุทาหรณ์ลางประการที่ปรากฏในพระชนมชีพมาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณา

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ประสูติเมื่อวันพุธที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๗ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาตลับ เมื่อแรกประสูติได้รับพระราชทานพระนามจากพระบรมชนกว่า “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์”

ครั้นทรงเจริญพระชันษามากขึ้นพอจะรับการศึกษาได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเข้าศึกษาวิชาภาษาไทยชั้นต้นกับพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษขั้นต้นในสำนักครูรามสามิ ต่อจากนั้นเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบขึ้นในพระบรมมหาราชวัง จึงได้ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนดังกล่าว ต่อมาเมื่อได้เข้าพระราชพิธีโสกันต์แล้วจึงเสด็จออกผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ต่อมาเมื่อได้ทรงลาผนวช จึงเสด็จออกไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงศึกษาวิชาในฝ่ายพลเรือน จึงได้ตัดสินพระทัยเลือกศึกษาวิชากฎหมาย จึงได้ทรงสอบเข้าศึกษา ณ วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ซึ่งสามารถทรงสอบเข้าศึกษาได้เมื่อพระชันษาเพียง ๑๗ พรรษา อีกสามปีต่อจากนั้นก็ทรงสำเร็จการศึกษา

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้วได้เสด็จกลับสู่ประเทศสยาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จเข้าทรงรับราชการในกรมราชเลขานุการ ได้ทรงใช้เวลาที่รับราชการในกรมราชเลขานุการศึกษากฎหมายไทยซึ่งยังไม่เคยทรงศึกษาเนื่องจากเสด็จไปศึกษาในประเทศอังกฤษตั้งแต่ทรงพระเยาว์

เมื่อได้ทรงศึกษาวิชากฎหมายไทยพอเพียงแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเป็นสภานายกข้าหลวงพิเศษสำหรับจัดการแก้ไขธรรมเนียมศาลยุติธรรมสำหรับหัวเมือง ทำหน้าที่จัดการศาลซึ่งแต่เดิมนั้นกระจัดกระจายอยู่ตามสังกัดหัวเมืองในกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงอื่น ๆ ให้มาเข้าสังกัดเดียวกันในกระทรวงยุติธรรม นับเป็นพระกรณียกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

ครั้นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๓๙ นับเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ทั้งของไทยและอาจจะกล่าวได้ว่าของโลก

นับแต่ได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ได้ทรงปรับปรุงราชการศาลยุติธรรมจากราชการที่ในสมัยโบราณประชาชนมองว่า สกปรก ทุจริต และมัวหมองด้วยความไม่ยุติธรรมนานาประการ อีกทั้งมีการทำงานที่ล้าหลัง ให้กลายเป็นราชการที่ได้รับการยอมรับจากประชาราษฎร์ เป็นที่เชื่อถือ ทำให้ราชการยุติธรรมเป็นราชการที่มีเกียรติ อาชีพกฎหมายเป็นอาชีพที่ผู้คนยอมรับ ทรงอบรมข้าราชการผู้พิพากษาตุลาการผู้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและศิษย์ของพระองค์ให้ตั้งมั่นอยู่ในความยุติธรรมซื่อสัตย์สุจริต

ด้วยพระดำริที่ว่า ’การที่จะยังราชการศาลยุติธรรมให้เป็นไปด้วยดีนั้น มีความจำเป็นที่ต้องจัดให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยการเปิดให้มีการสอนกฎหมายขึ้นเป็นที่แพร่หลาย“ จึงทรงจัดให้มีการเรียนการสอนกฎหมายขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๐ เมื่อเริ่มแรกการเรียนการสอนจัดที่ห้องเสวยที่ตึกกระทรวงยุติธรรม โดยทรงใช้เวลาว่างหลังจากหรือขณะเสวยพระกระยาหารกลางวัน

ต่อมาเมื่อได้ทรงสอนไปได้สักระยะแล้วปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจมาฝากตัวเป็นศิษย์ของพระองค์ในโรงเรียนกฎหมายนี้เป็นอันมากกระทั่งห้องเสวยที่เคยใช้เป็นที่ประทานวิชาความรู้มาแต่แรกนั้นไม่พอแก่ความต้องการ จึงได้ขยายการศึกษาให้กว้างขวางขึ้นและย้ายที่เรียนไปยังตึกสัสดีหลังกลาง

นอกจากการประทานการสอนแล้ว ยังได้ทรงอุทิศพระองค์ทรงพระนิพนธ์ตำราอธิบายหลักกฎหมายทั้งปวง ทรงรวบรวมกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลานั้นซึ่งเก่าแก่และกระจัดกระจายกันอยู่ตามพระราชกำหนดกฎหมายต่าง ๆ ทรงจัดทำเป็นกฎหมายที่ภายหลังผู้คนเรียกกันว่า ’กฎหมายราชบุรี“

ในพุทธศักราช ๒๔๕๓ มีเจ้านายบางพระองค์ทรงแต่งบทละครเสียดสีผู้อื่นทั้งที่เป็นเจ้านายด้วยกันและข้าราชการผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความไม่พอพระทัยบาดหมางกัน เรียกกันในภายหลังว่า ’คดีพญารกา“ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงโทมนัสน้อยพระทัยด้วยทรงเข้าพระทัยผิดว่าบทละครเรื่องต้นเหตุซึ่งมีเนื้อความเสียดสีตำหนิพระองค์อย่างรุนแรงนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทอดพระเนตรแล้วก็มิได้ทรงทัดทานมิให้แสดง จึงได้ตัดสินพระทัยถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม นับรวมเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีทั้งสิ้น ๑๔ ปี

การที่ได้ทรงถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมนี้ นับว่าเป็นความสูญเสียอย่างยิ่งสำหรับวงการกฎหมายไทย และก็เป็นไปโดยเหตุที่ไม่ควรจะเกิด แต่อย่างไรก็ดีแม้การตัดสินพระทัยครั้งสำคัญในพระชนมชีพจะกระทำไปโดยพลาดพลั้งเพราะเหตุแห่งความพระทัยเร็วอันเป็นพระอุปนิสัยที่มีมาแต่เดิมก็ตาม แต่หากมองพระกรณียกิจและพระคุณานุคุณประการอื่น ๆ อันมีมากมายต่อชาติบ้านเมืองและต่อนักกฎหมายทั้งหลาย โดยเฉพาะแก่นักกฎหมายไทย ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ของพระองค์ไม่ว่าโดยทางใดทางหนึ่งอย่างแน่นอนแล้ว ก็ว่าพระคุณานุคุณยังมีควรแก่การสรรเสริญมากมายกว่าหลายเท่า

เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๕ แล้ว ได้เสด็จกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง แต่ก็มิได้ทรงรับราชการในกระทรวงยุติธรรมอีก หากแต่ได้ทรงรับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการในรัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงสามารถบริหารราชการในกระทรวงนั้นได้เป็นอย่างดี มีผลแห่งพระกรณียกิจปรากฏอยู่หลายประการ

หลังจากได้ทรงรับดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการมาจนถึงพุทธศักราช ๒๔๖๒ ปรากฏว่ามีพระอาการประชวรด้วยพระโรควัณโรคที่พระวักกะ (ไต) จึงทรงกราบถวายบังคมลาไปรักษาพระองค์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่การรักษาก็ไม่เป็นผล เสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ สิ้นพระชนม์ลง ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๖๓ สิริพระชันษาได้เพียง ๔๕ พรรษา นับแต่นั้นวันที่ ๗ สิงหาคม ของทุกปีจึงเป็นวันที่ระลึกถึงการสูญเสียพระผู้ทรงประสิทธิ์ประสาทการยุติธรรมสมัยใหม่ของไทย และนักกฎหมายคนสำคัญของโลกไป เรียกชื่อวันนี้ถวายเป็นพระเกียรติว่า “วันรพี”

พระประวัติของเสด็จในกรมฯ ผู้ทรงพระคุณล้นเหลือแก่นักกฎหมายทั้งหลายย่อมเป็นสิ่งที่เตือนใจให้นักกฎหมายดำเนินรอยตาม “องค์บิดาแห่งกฎหมายไทย” ผู้ทรงตรากตรำทุ่มเทเพื่อประเทศชาติ ขณะเดียวกันมีความบางตอนที่จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนทั้งหลายอยู่มิน้อย

จริงไหมครับ!.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 784