อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2559

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2559
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

ก่อการร้ายแดนอิเหนา เงาอสูร ‘ไอเอส’ ในอาเซียน

เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีกรุงจาการ์ตาครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 ปี หลังมือระเบิดฆ่าตัวตายของกลุ่มเจมาห์ อิสลามิเยาะห์ (เจไอ) ก่อเหตุที่โรงแรมหรู 2 แห่ง อาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2559 เวลา 05.00 น.

หลังสถานการณ์ค่อนข้างเงียบสงบมานานกว่า 6 ปี ชาวอินโดนีเซียเผชิญกับเหตุก่อการร้ายรุนแรงครั้งใหญ่ในกรุงจาการ์ตาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. โดยเกิดเหตุระเบิดอย่างน้อย 6 ครั้ง และการกราดยิงอีกหลายระลอก โจมตีสถานที่ใกล้กับห้างสรรพสินค้า “ซารีนาห์” ในย่านจาลาน ธัมริน ใจกลางกรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นบริเวณพลุกพล่านไปด้วยผู้คน เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของอาคารสำนักงานและห้างสรรพสินค้า ตลอดจนเป็นสถานที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตของหลายประเทศ สำนักงานขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศหลายแห่ง และทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซียอีกด้วย

ผลของการโจมตีที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 20 คน ขณะที่คนร้ายเสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลอินโดนีเซียเพิ่มมาตรการคุมเข้มในการรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะสถานที่สำคัญในเมืองหลวงและพื้นที่เสี่ยงอีกหลายแห่งรวมถึงเกาะบาหลี ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีที่แล้วเป็นต้นมา แต่เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานว่า กลุ่มไอเอสส่งคำข่มขู่มายังรัฐบาลจาการ์ตา เตรียมทำให้เมืองหลวงของอินโดนีเซีย “เป็นที่รู้จัก” ในหมู่ชาวโลก ด้วยการ “จัดงานรื่นเริง” ในกรุงจาการ์ตา

เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนี้ถือเป็นการโจมตีกรุงจาการ์ตาครั้งใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 ปี หลังมือระเบิดฆ่าตัวตายของกลุ่มเจมาห์ อิสลามิเยาะห์ (เจไอ) ก่อเหตุที่โรงแรมหรู 2 แห่ง คือเจดับเบิลยู มาริออตต์และโรงแรมริตซ์-คาร์ลตัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 คน เมื่อปี 2552 ทั้งนี้ กลุ่มเจไอถือเป็นศัตรูคู่แค้นกับทางการอินโดนีเซียมายาวนาน โดยอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดบนเกาะบาหลีเมื่อปี 2545 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 202 ศพ ซึ่งนับจากนั้นรัฐบาลจาการ์ตายกระดับมาตรการกวาดล้างกลุ่มเจไอครั้งใหญ่ โดยทั้งจับเป็นมาจำคุก และรับโทษประหารชีวิตไปแล้วหลายคน อีกทั้งจับตายไปก็ไม่น้อย

แม้สูญเสียสมาชิกไปมาก แต่กลุ่มเจไอยังคงมีอิทธิพลที่แข็งแกร่งและเครือข่ายที่โยงใยอย่างหนาแน่นและรัดกุมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียและสหรัฐ อีกทั้งยังมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มอัล-กออิดะห์ และกลุ่มตาลีบัน รวมถึงกลุ่มไอเอส โดยกลุ่มเจไอสามารถก่อการร้ายสำเร็จในอินโดนีเซียอย่างน้อย 11 ครั้ง ระหว่างปี 2543-2553 สร้างความสูญเสียใหญ่หลวง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลออสเตรเลียส่งคำเตือนมายังรัฐบาลจาการ์ตาในสัปดาห์นี้ ว่ากลุ่มไอเอสกำลัง “ให้ความสนใจ” กับอินโดนีเซีย และวางแผนให้เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ในการขยายอิทธิพลเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย หลังมีรายงานเรื่องพลเมืองอินโดนีเซียหลายร้อยคน ลักลอบเดินทางเข้าไปในอิรักและซีเรีย เพื่อสู้รบในสมรภูมิตะวันออกกลางร่วมกับกลุ่มไอเอส หนึ่งในนั้นคือนายบาห์รุน นาอิม อดีตผู้สื่อข่าวอิสระด้านศาสนา วัย 32 ปี
ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่ากบดานอยู่ที่เมืองรักกาในซีเรีย และเป็นผู้วางแผนก่อวินาศกรรมครั้งล่าสุดในกรุงจาการ์ตา

ภัยก่อการร้ายที่คุกคามเสถียรภาพด้านความมั่นคงของอินโดนีเซียอย่างหนักหน่วงตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการที่กลุ่มหัวรุนแรงหลายกลุ่มยังคงเคลื่อนไหว เหตุก่อการร้ายครั้งนี้จึงไม่ใช่ “เรื่องใหม่” สำหรับประเทศแห่งนี้ ซึ่งมีอัตราส่วนประชากรชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ย. 2547 เกิดเหตุระเบิดรถยนต์หรือคาร์บอมบ์ หน้าสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำกรุงจาการ์ตา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 ศพ ต่อมาในเดือน พ.ค. 2548 เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้ง ที่ตลาดสดแห่งหนึ่ง ในเมืองเทนทานา ทางตอนกลางของเกาะสุลาเวสีทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ศพ หลังเกิดเหตุกลุ่มเจไออ้างเป็นผู้ลงมือ

ต่อมาในระหว่างเดือน ส.ค.-ก.ย. 2552 ตำรวจอินโดนีเซียวิสามัญนายนูร์ดีน โมฮัมหมัด ท็อป สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยร่วมก่อเหตุระเบิดบนเกาะบาหลี เมื่อปี 2545 โดยปฏิบัติการเกิดขึ้นบนเกาะชวา ซึ่งนอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสังหารพรรคพวกของนายท็อปอีก 3 คน พร้อมเปิดโปงแผนการเตรียมลอบสังหารประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ผู้นำอินโดนีเซียในเวลานั้น

หลังจากนั้นในเดือน มิ.ย. 2554 ศาลอินโดนีเซียมีคำพิพากษาให้นายอาบู บาการ์ บาเชียร์ ผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มเจไอ วัย 78 ปี รับโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี ฐานสนับสนุนด้านการเงินให้แก่กลุ่มก่อการร้าย ซึ่งนายบาเชียร์อุทธรณ์คดีจนถึงศาลฎีกา ซึ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ลดโทษเหลือ 9 ปี ตามด้วยการจำคุกนายบาดรี ฮาร์โตโน หัวหน้ากลุ่มอัล-กออิดะห์ อินโดนีเซีย เป็นเวลา 10 ปี เมื่อเดือน มิ.ย. 2556 ฐานปลุกระดมและลักลอบเกณฑ์สมาชิกให้กับกลุ่มก่อการร้าย และนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 เป็นต้นมา รัฐบาลอินโดนีเซียยกระดับมาตรการตรวจสอบและจับกุมผู้ลักลอบเดินทางไปยังซีเรียและอิรัก พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญในกรุงจาการ์ตา

นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงกระจายกำลังเจ้าหน้าที่เร่งตามล่าตัวนายซานโตโซ หัวหน้ากลุ่มมูจาฮีดีนอินโดนีเซียตะวันออก (เอ็มไอที) ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการสังหารตำรวจหลายสิบนาย และประกาศตัวสวามิภักดิ์กับกลุ่มไอเอสแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงไม่พบร่องรอยและเบาะแสสำคัญที่จะนำไปสู่การพบตัวซานโตโซ

พล.อ.ลอยด์ ออสติน ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการกลางของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ (เซนต์คอม) วิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอสในปัจจุบัน ว่าหันมาเน้นการก่อเหตุร้ายนอกตะวันออกกลางมากขึ้น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของชาวโลก เนื่องจากกลุ่มไอเอส กำลังสูญเสียฐานที่มั่นในอิรักและซีเรีย จากปฏิบัติการทางทหารของนานาประเทศที่ยกระดับการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติการภาคพื้นดินของทหารท้องถิ่นที่แข็งแกร่งมากขึ้น

การก่อเหตุนอกภูมิภาคตะวันออกกลางของกลุ่มไอเอสแม้อาจเป็นเทคนิคของการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ยังคงดูอันตรายและน่าเกรงขาม แต่ไม่ได้หมายความว่ากลุ่มไอเอสจะแข็งแกร่งและอันตราย “มากขึ้น” เสมอไป อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายยังคงต้องระมัดระวังและตื่นตัวขั้นสูงสุด เนื่องจาก “ธรรมชาติ” ของกลุ่มไอเอสและกลุ่มหัวรุนแรงทุกกลุ่ม คือการก่อการร้ายได้ทุกที่และทุกเวลา โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า และเป้าหมาย “เป็นใครก็ได้”.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 326