วันเสาร์ 1 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

สิบทิศเปรยออกมา พลันคิดถึงเรื่องราวในอดีตตอนที่เขาอายุ 10 ขวบ เห็นพ่อตัวเองยิงตัวตายเพราะเรื่องของเวียงแก้ว สิบทิศช็อกที่พ่อฆ่าตัวตายไปต่อหน้าต่อตา เขาเข้าไปกอดร่างไร้วิญญาณของพ่อ ร้องไห้แข่งกับสายฝน

สิบทิศนัยน์ตาเจ็บปวด รัตนากรเห็นแววตาของหลานชายก็พอจะเดาได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่

“เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว หลานยังเก็บเอามาใส่ใจอีกหรือ”

“ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหน หลานก็ไม่อาจลบความแค้นในใจที่บดินทร์ธรสร้างเอาไว้กับเราได้ ท่านป้า...ร้อยดาวเป็นคนในตระกูลที่ทำลายล้างเวฬุมาศ แล้วหลานจะกล้าปล่อยให้น่านฟ้าไปเรียนที่อังกฤษกับแม่คนนั้นน่ะหรือ ไม่มีวัน”

สิบทิศยังมีไฟแค้นสุมคับอก ขบกรามเป็นสันนูน ยังโกรธพวกบดินทร์ธรไม่หายที่ทำให้พ่อของเขาต้องนอกใจแม่ ไปมีใจให้กับคนของบดินทร์ธร และพลีชีพเพื่อความรักแบบโง่ ๆ

น่านฟ้าออกมาปั่นจักรยานเล่นกับร้อยดาว พลางบ่นว่าเธอเบื่อพี่ชาย ที่เอาแต่ใจและเผด็จการ ทำให้เธอเซ็งสุด ๆ

“คุณชายคงรักคุณหญิงมาก เลยห่วงเป็นพิเศษ”

“แต่หญิงโตแล้วนะคะ จํ้าจี้จํ้าไชเป็นเด็ก ๆ อยู่ได้ แล้วเมื่อไหร่หญิงจะเป็นผู้ใหญ่กับเขาเสียที อึดอัดจะตาย ทุกวันนี้ก็แทบจะกระดิกตัวไม่ได้อยู่แล้ว เหมือนนักโทษอุกฉกรรจ์ยังไงยังงั้น หญิงน่าจะเกิดเป็นน้องสาวคุณร้อยดาวเสียเลยให้รู้แล้วรู้รอด”

“ตอนนี้ดิฉันก็เป็นพี่สาวให้คุณหญิงได้นะคะ”

“จริงหรือเปล่าคะ...ถ้าอย่างนั้น นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หญิงจะเรียกคุณว่า “พี่ร้อยดาว” ดีไหมคะ”

“ยินดีมาก ๆ ค่ะ”

“วัน ๆ พี่ชายปล่อยให้หญิงอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน น่าเบื่อจะแย่ หญิงนะอยากไปเรียนต่อเมืองนอกใจจะขาด จะได้เปิดหูเปิดตา มีประสบการณ์การใช้ชีวิตกับเขาบ้าง กดดันหญิงดีนัก คอยดูนะ สักวัน หญิงจะหนีออกจากบ้าน”

“ขนาดนั้นเชียวเหรอคะ”

“ค่ะ หญิงจะต้องพิสูจน์ให้พี่ชายเห็นให้ได้ว่า หญิงโตแล้ว พี่ร้อยดาวคะ ช่วยพาหญิงไปไหนก็ได้ค่ะ ตอนนี้หญิงเบื่อสุด ๆ”

ร้อยดาวพายเรือพาน่านฟ้ามาที่ตึกเวียงร้อยดาว น่านฟ้าเห็นบรรยากาศแล้วชวนขนหัวลุก ก็รู้สึกกลัวความวังเวงของตึก จึงขอยืนอยู่ด้านนอกปล่อยให้ร้อยดาวเข้าไปเพียงลำพัง

ในตึกมีสภาพรกร้าง ทำให้ร้อยดาวนึกถึงภาพฝันที่เธอเคยเห็น เธอแหงนหน้ามองดูเชือกเส้นใหญ่ที่เวียงแก้วผูกคอตายห้อยลงมาจากด้านบน เหนือเชือกเส้นนั้นมีผ้ายันต์เก่าแก่ที่ใช้สะกดวิญญาณเวียงแก้วอยู่ จะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ มีสายสิญจน์พันระโยงระยางอยู่ ด้านล่างมีบายศรีปากชามแห้งกรอบวางอยู่คู่หนึ่ง

ร้อยดาวขนลุกตั้งแต่หัวจดปลายเท้า มองนิ่งคล้ายตกอยู่ในภวังค์

“ปลดปล่อยแม่ ร้อยดาววววววว”

เสียงกระซิบของเวียงแก้วดังข้างหู ร้อยดาวเอื้อมมือจะไปแกะผ้ายันต์ออกด้วยอาการเลื่อนลอย เกือบจะถึงอยู่แล้ว น่านฟ้าก็โผล่เข้ามาขัดจังหวะพอดี

“จะทำอะไรคะ พี่ร้อยดาว”

เวียงแก้วหันไปมองน่านฟ้าอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหายตัวไป ร้อยดาวรู้สึกตัว ตื่นจากภวังค์

“หญิงว่าเรากลับกันเถอะค่ะ ที่นี่ไม่เห็นจะมีอะไรเลย นอกจากข้าวของโบราณครํ่าครึ”

ร้อยดาวมองไปยังบายศรีปากชามที่ใช้ทำพิธีกรรมสะกดวิญญาณ แล้วถามน่านฟ้าอย่างงง ๆ

“ของพวกนี้ เอาไว้ทำอะไรเหรอคะ”

น่านฟ้ารู้สึกขนลุกเกรียว ร้อน ๆ หนาว ๆ ไม่กล้าตอบ ชวนกลับท่าเดียว แต่ร้อยดาวขอขึ้นไปสำรวจข้างบนต่อ

“คุณน่านฟ้าจะออกไปคอยข้างนอกก่อนก็ได้นะคะ”

“หญิงไปด้วยดีกว่าค่ะ จะได้อุ่นใจ ท่านป้าสอนไว้ว่า คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย แต่ถ้าจะให้สบาย ต้องไปเป็นฝูง”

ร้อยดาวยิ้ม ๆ ขำในท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ ของน่านฟ้า...แล้วสองสาวก็พากันขึ้นไปชั้นบน บนนั้นเป็นหอดูดาว น่านฟ้าเอาตาแนบเข้ากับกล้อง มองออกไปข้างนอกเห็นเวียงแก้วยืนตรงหน้า แต่พอเงยหน้าขึ้นมองกลับไม่เห็นอะไร จึงผงะหนี เท้าไปเหยียบไม้ผุ ร้อยดาวหันมาเห็นรีบผลักน่านฟ้าออกไป ก่อนพื้นจะหักผลัวะ ร่างร้อยดาวร่วงลงมาด้านล่าง

ระหว่างที่ร้อยดาวร่วงลงมาข้างล่าง เธอกลับเห็นเหตุการณ์ในอดีต...เธอเห็นปกรณ์กับวิรุฬมาดูการก่อสร้างหอดูดาว และเห็นจงจิตกับเสงี่ยมบังคับให้เวียงแก้วลงไปเก็บไหลบัวในบึง โดยอ้างว่าจะเอาไปทำแก้งส้มให้ปกรณ์ ทั้งที่เวียงแก้วว่ายนํ้าไม่เป็น

เวลาเดียวกัน ร้อยดาวก็เห็นภาพเต็มเดือนเดินตามหาเวียงแก้วจนมาถึงเรือนคนใช้ แล้วถือวิสาสะเข้าไปในห้องเห็นกล่องใส่สร้อยของปกรณ์วางอยู่ในห้องเวียงแก้ว ก็คิดว่าเธอขโมยมา...ปกรณ์กับวิรุฬเดินคุยกันมาจนถึงริมบึง เห็นมือคนโผล่นํ้าขึ้นมาขอความช่วยเหลือ ไม่รอช้ารีบกระโดดลงไปช่วยทันที ขณะที่ปกรณ์ละล้าละลัง พอเพ่งมองก็จำได้ว่าเป็นเวียงแก้ว จึงร้องตะโกนเรียกคนมาช่วย

ดิลกกับจันทร์ฉายได้ยินรีบมาดู เห็นวิรุฬช่วยเวียงแก้วซึ่งหมดสติขึ้นมาจากนํ้า ในสภาพเหนื่อยอ่อน เข่าทรุดลงไปกับพื้น ปกรณ์บอกดิลกให้เชิญวิรุฬขึ้นพักผ่อนบนบ้านก่อน...จงจิตกับเสงี่ยมตกใจเห็นเวียงแก้วจมนํ้าก็กลัวว่าเธอจะตาย จึงรีบมาดู

“โธ่...เป็นเพราะน้องแท้ ๆ เชียวที่ใช้เวียงแก้วลงไปเก็บไหลบัว อุตส่าห์หวังดีตั้งใจจะเอามาแกงส้มให้คุณพี่...ไม่นึกเลย”

ปกรณ์ไม่สนใจรีบอุ้มร่างเวียงแก้วที่หมดสติไปปฐมพยาบาล...เวียงแก้วได้สติขึ้นมาก็คิดว่าปกรณ์ช่วยชีวิตเธอไว้ ปกรณ์ก็สวมรอย ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าผู้ที่ช่วยชีวิตเวียงแก้วคือวิรุฬ เวียงแก้วซาบซึ้งใจก้มลงกราบปกรณ์ที่เท้า ร้องไห้ละลํ่าละลัก

“ขอบคุณเจ้า...ขอบคุณคุณปกรณ์จ้าดนักเจ้า”

“ไม่ต้องร้อง...เธอไม่เป็นไร ฉันก็ดีใจแล้ว”

ปกรณ์กอดปลอบเวียงแก้วไว้ท่าทางเจ้าเล่ห์ เต็มเดือนเดินมาเห็น ท่าทางไม่พอใจแต่เก็บอาการไว้

“เห็นนมแสงไปรายงานว่าเธอจมนํ้า...ฉันเลยมาเยี่ยม...ไม่ได้เป็นอะไรแล้วนี่ ฉัน...กับคุณพี่ จะได้ไม่เป็นห่วง”

เต็มเดือนเน้นพลางมองไปยังปกรณ์ ปรามอย่างรู้ทัน ก่อนหันหลังจะเดินออกจากห้องหันมาสั่งเวียงแก้วให้ไปพบที่ห้องเพื่อสอบถามเรื่องสร้อย...

“เธอไปเอาสร้อยเส้นนั้นมาจากไหน”เต็มเดือนถามเสียงเย็นชา

เวียงแก้วอึกอัก ไม่กล้าตอบ เต็มเดือนจ้อง มองเขม็ง       

“ขโมยมาเหรอ”

“บ่ใช่เจ้า...ข้าเจ้าบ่ได้ขโมยมา” เวียงแก้วรีบแก้ตัว

“แล้วมันไปอยู่ที่เธอได้ยังไง”

“คุณปกรณ์ให้ข้าเจ้ามา”

เต็มเดือนฉายแววตาความโกรธสุด ๆ แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม

“ข้าเจ้าไม่รู้จริง ๆ ถ้าเป็นของคุณเต็มเดือน ข้าเจ้าคืนให้ก็ได้”

เต็มเดือนได้ยินก็เหมือนถูกเย้ย ยิ่งเหมือนนํ้ามันราดลงบนกองไฟ แต่พยายามระงับอารมณ์

“ตบปากตัวเองซะ”

เวียงแก้วมองหน้าเต็มเดือนอย่างงง ๆ

“ไม่ได้ยินหรือไงจ๊ะ ฉันสั่งให้ตบปากตัวเองไง”

เวียงแก้วตบปากตัวเอง

“แรงกว่านั้นอีก! ถ้าฉันไม่สั่ง ไม่ต้องหยุด”

เวียงแก้วตบปากตัวเองแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตบไปก็ร้องไห้ไป ไม่รู้ว่าทำอะไรผิด จนหน้าแดงไปหมด

“พอได้แล้ว เอาสร้อยของเธอคืนไป...ตั้งแต่นี้ไป เธอไม่ต้องขึ้นมารับใช้ฉันบนนี้แล้ว”

“ทำไมล่ะเจ้า”        

“ฉันจะส่งเธอไปดูแลสร้อยฟ้า”

เวียงแก้วยังคงนิ่งอึ้ง ทั้งตกใจทั้งกลัว

“ออกไป แล้วปิดประตูให้ฉันด้วย!” เต็มเดือนคิดตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

เวียงแก้วถูกส่งตัวมาเป็นบ่าวให้กับสร้อยฟ้า ต้องทนรับชะตากรรมกับอารมณ์ป่าเถื่อนของสร้อยฟ้า บางครั้งก็ถูกจงจิตและเสงี่ยบร่วมผสมโรงด้วย..ดำรงกับปกรณ์เห็นเวียงแก้วไปอยู่กับใครก็ถูกตบตีก็สงสาร จึงให้ไปดูแลดิลกกับจันทร์ฉายที่เพิ่งกลับมาอยู่บ้านแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการหาเรื่องจากบรรดาเมีย ๆ ของปกรณ์

วิรุฬมาหาเวียงแก้วที่บดินทร์ธรเห็นเธอถูกทำร้ายรังแก ก็รู้สึกเห็นใจจึงตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือ...วันถัดมาวิรุฬจึงตัดสินใจนำเงินจำนวนหนึ่งมาไถ่ตัวเวียงแก้ว ดำรงมองวิรุฬอย่างงุนงง คิดไม่ถึงว่าจะมาด้วยเรื่องนี้

“นังคนนี้มันแสนซื่อมะรื่อ จะดีหน่อยก็ตรงที่ไม่มีปากไม่มีเสียงให้หนวกหู ฝ่าบาททรงคิดดีแล้วหรือที่จะมีพระเมตตาไถ่ตัวมัน”

“เราใคร่ครวญดีแล้ว...และคิดว่าคงตัดสินใจไม่ผิด”

“ฝ่าบาทจะเอามันไปทำอะไร คนใช้ที่เวฬุมาศไม่พอรึ”

“เราจะรับเวียงแก้วไปอยู่ด้วย เงินในซองนี่ คงพอเป็นค่าไถ่ตัวเวียงแก้ว”

“หากเป็นพระประสงค์ กระหม่อมจะขัดได้อย่างไร เอามันไปเถอะ”

วิรุฬดีใจที่ดำรงไม่ขัดข้อง แล้วขอตัวไปรับเวียงแก้ว

“เวียงแก้ว! เก็บข้าวเก็บของให้เรียบร้อย แล้วไปกับเรา”

“ไปไหนเจ้า”

“เวฬุมาศ! ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างนํ้าอีกแล้ว เราสัญญาว่าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี ไปกันเถอะ”

“เวียงแก้วจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น! เงินนี่ กระหม่อมนำมาคืนฝ่าบาท”

ปกรณ์เดินหน้าบึ้งเข้ามาขวาง พร้อมยื่นซองธนบัตรให้วิรุฬ แต่วิรุฬไม่ยอมรับ

“เราไถ่ตัวนางจากพ่อเกลอแล้ว เวียงแก้วไม่ใช่คนรับใช้ที่บ้านนี้อีกต่อไป”

“เวียงแก้วเป็นของกระหม่อม เกรงว่าจะยกให้ฝ่าบาทไม่ได้”

“เวียงแก้วอยู่ที่นี่ก็มีแต่จะถูกรังแก โขกสับสารพัด เราไม่เห็นใครหน้าไหนจะออกหน้าปกป้องเวียงแก้วเลยสักคน”

“เรื่องภายในบ้าน กระหม่อมจัดการเองได้ คงไม่ต้องรบกวนฝ่าบาท”

“เวียงแก้ว บอกไปสิ ว่าเจ้าจะไปอยู่กับเราที่เวฬุมาศ”

เวียงแก้วยากที่จะตัดสินใจ ก่อนก้มลงกราบพระบาทหม่อมเจ้าวิรุฬ นํ้าตานองหน้า

“เป็นพระกรุณาที่ฝ่าบาททรงเมตตาหญิงบ้านป่าอย่างข้าเจ้าเสมอมา แต่ข้าเจ้าคงไปสนองคุณรับใช้ใต้เบื้องพระบาทมิได้”

วิรุฬตกใจ ขณะที่ปกรณ์ยิ้มอย่างเป็นต่อ

“ทำไมล่ะ เวียงแก้ว”

“ข้าเจ้ากับพ่อเป็นหนี้บุญคุณตระกูลบดินทร์ธรมากนัก ใช้จนตายก็ไม่มีวันหมด ข้าเจ้าขออยู่รอพ่อที่นี่ จนกว่าเปิ้นจะมารับกลับบ้าน”

“แล้วถ้าพ่อเจ้าไม่มาล่ะ”

“ข้าเจ้าก็จะขอทำงานอยู่ที่นี่ชดใช้ จนกว่าจะสิ้นลมหายใจของข้าเจ้า” เวียงแก้วนํ้าตาร่วงเผาะลงกับพื้น

วิรุฬผิดหวังอย่างแรง ปกรณ์ยิ้มกริ่มเข้าทาง

ขณะที่เวียงแก้วกำลังจะนอน มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเธอคิดว่าเป็นนมแสง จึงเดินไปปลดล็อกประตู แล้วต้องตกใจเห็นปกรณ์ยืนอยู่

“ดึกแล้ว คุณปกรณ์มาทำอะไรที่นี่เจ้า”

ปกรณ์ถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องนอนเวียงแก้ว   

“เรานอนไม่หลับ ก็เลยลงมาเดินเล่น หาเพื่อนคุย”

“ออกไปคุยข้างนอกดีกว่าเจ้า คุยในนี้มันดูไม่งาม”

ปกรณ์เข้าประชิดตัวเวียงแก้ว กระซิบที่ข้างหู อีกมือกุมมือเวียงแก้วเอาไว้

“งามสิ จะมองมุมไหน เจ้าก็งามทั้งนั้น”

เวียงแก้วตกใจกระเถิบหนี ลนลาน

“หากคุณยังไม่เลิกข่มเหง ข้าเจ้าจะร้องเรียกให้คนช่วย”

“ก็เอาสิ ถ้าอยากให้คนบนตึกแห่กันมาที่นี่ก็ตามใจ”

ปกรณ์เข้ามากอดเวียงแก้วไว้ หอมที่ซอกคอ อย่างไม่กลัวเกรง

“ปล่อยข้าเจ้า ได้โปรดเถอะ อย่าให้ข้าเจ้าต้องเดือดร้อนเลย” เวียงแก้วยกมือกราบปกรณ์

“เรารักเจ้านะเวียงแก้ว เราอุตส่าห์ช่วยเจ้าจากการจมนํ้า ช่วยปกป้องเจ้าทุกอย่าง เจ้าไม่เคยเห็นความดีของเราบ้างเลยหรือไง”

“ข้าเจ้าไม่เคยลืมพระคุณที่ช่วยชีวิต หากมีโอกาสข้าเจ้าจะตอบแทน”

“ถ้าอย่างนั้น ก็ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องตอบแทนเราแล้ว”

และในคืนนั้นเวียงแก้วก็ถูกปกรณ์ขืนใจ...เวียงแก้วนอนร้องไห้เสียใจทั้งคืน ปกรณ์ปลอบใจเธอด้วยธนบัตรหลายใบบอกว่าเป็นค่าทำขวัญแล้วเดินออกไป ปล่อยให้เวียงแก้วนอนนํ้าตาร่วงอยู่คนเดียว

เช้าวันใหม่ นมแสงมาตามเวียงแก้วไปทำงาน เห็นเงินวางอยู่บนโต๊ะ และเวียงแก้วก็เอาแต่ร้องไห้ ก็พอจะเดาออกว่าเธอถูกปกรณ์ทำอะไร นมแสงได้แต่ปลอบใจ แต่สีหน้าหวั่นวิตก รู้ดีว่าเรื่องร้ายกำลังจะมาเยือนเวียงแก้ว

เวียงแก้วนัยต์ตาแดงกํ่า บวมชํ้าเพราะร้องไห้มาทั้งคืน เดินเข้ามาหาวิรุฬคุกเข่าสยายมวยผมเช็ดที่รองเท้าของวิรุฬด้วยความซาบซึ้ง แนบหน้าซบกับพระบาท วิรุฬเห็นท่าทีของเวียงแก้วแล้วรู้สึกสังหรณ์ใจ รู้ว่ามีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอแน่ ๆ จึงคาดคั้นถามเวียงแก้วที่เอาแต่ร้องไห้

วิรุฬมาที่ตึกบดินทร์ธรด้วยความโกรธสุดขีด พอเห็นปกรณ์ก็ปรี่เข้าชกหน้าปกรณ์เต็ม ๆ หมัด กระหนํ่าต่อยปกรณ์แบบไม่ยั้ง

“ไอ้เพื่อนชั่ว แกทำอย่างนี้ได้ยังไง ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า”

“กระหม่อมไปทำอะไรให้ฝ่าบาท”

“แกมันไอ้หน้าตัวเมีย ข่มเหงกระทั่งผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเวียงแก้ว”

บรรดาเมีย ๆ แอบดูเหตุการณ์อย่างสงสัย

“กระหม่อมไม่ได้ข่มเหงใคร เวียงแก้วสมยอมเป็นเมียกระหม่อมเอง”

“หุบปากเดี๋ยวนี้นะ ไอ้บัดซบ”

วิรุฬปรี่จะไปชกหน้าปกรณ์อีกหมัด แต่ดิลกล็อกตัวไว้ นมแสงรีบไปตามดำรงออกมาห้ามปราม...ดำรงโกรธมากที่ลูกชายไปคว้าคนใช้มาเป็นเมียอีกคน

“ผมรักเวียงแก้ว เวียงแก้วก็รักผม เรารักกันครับคุณพ่อ”

“ไม่จริง เวียงแก้วไม่เคยมีใจให้ผู้ชายสารเลว เห็นแก่ตัวอย่างแก เรากับเวียงแก้วคบหากัน ตั้งแต่ก่อนที่แกจะกลับมาเสียอีก”

“หากเป็นเช่นที่ท่านชายตรัสจริง เวียงแก้วคงไปนั่งเท้าแขนเป็นหม่อมอยู่ที่เวฬุมาศตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เป็นบ่าวทำงานรับใช้อยู่ที่บดินทร์ธรนี่งก ๆ”

วิรุฬโกรธปกรณ์มาก ขณะที่สามสะใภ้ทั้งหึงหวง อิจฉาระคนหมั่นไส้เวียงแก้วที่ถูกผู้ชายแย่งกันจะเป็นจะตาย

“เรื่องนี้หากจะเถียงกันคงไม่จบ กระหม่อมว่าให้แม่เวียงแก้วตัวต้นเหตุ เป็นคนตัดสินใจจะดีกว่า ว่าจะเลือกอยู่กับใคร”

ปกรณ์และวิรุฬต่างลุ้นฟังคำตอบจากเวียงแก้ว สามสะใภ้หันมองเวียงแก้วเขม็งต่างลุ้นไม่ให้เวียงแก้วเลือกปกรณ์ เวียงแก้วกลั้นสะอื้น ตัดสินใจเฉียบขาด

“เกิดเป็นหญิง แม้ตกเป็นของชายใดแล้ว ย่อมถือว่าเป็นเจ้าชีวิต ข้าเจ้าไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นหญิงสองผัว หนี้บุญคุณของฝ่าบาทข้าเจ้าจะขอตอบแทนชดใช้ให้ในชาติหน้า ลมหายใจที่เหลืออยู่นี้ ข้าเจ้าขออยู่รับใช้คุณปกรณ์ที่นี่เจ้า”

ปกรณ์ยิ้มร่า วิรุฬถึงกับหน้าถอดสีด้วยความผิดหวัง ขณะที่สามสะใภ้โกรธจนแทบกระอัก...วิรุฬตบที่บ่าปกรณ์ พูดเสียงเศร้า

“เราแพ้แล้ว...ฝากเกลอดูแลเวียงแก้วด้วย”

“กระหม่อมสัญญา...ไม่ใช่สิ สาบานด้วยชีวิตของกระหม่อม ว่าจะดูแลเวียงแก้ว เป็นอย่างดี ไม่มีวันทำให้เวียงแก้วต้องเสียใจ ฝ่าบาท”

วิรุฬพยักหน้าช้า ๆ ก่อนหันไปพูดร่ำลากับเวียงแก้ว

“เราขออวยพรให้เจ้ามีความสุขมาก ๆ ลาก่อนนะเวียงแก้ว”

ร้อยดาวยิ่งได้รู้เรื่องราวในอดีตของเวียงแก้วก็ยิ่งสงสาร เสียงโอดโอยขอให้ร้อยดาวช่วยปลดปล่อย

“ช่วย ช่วยยังไงคะ คุณแม่”

“แม่ถูกจองจำ ไปผุดไปเกิดไม่ได้เพราะผ้าผืนนั้นพันธนาการแม่ไว้ แม่ทรมานเหลือเกิน ลูกช่วยปลดผ้าผืนนั้นออกให้แม่ที นะลูก...ลูกจ๋า...ลูกจะไม่ช่วยแม่เชียวหรือ”

ร้อยดาวตัดสินใจเด็ดขาดจะช่วยปลดปล่อยเวียงแก้ว พยายามปีนขึ้นไปดึงผ้ายันต์ออกมา น่านฟ้ามาเห็นเข้าพอดี ร้องห้ามไม่ทัน ผ้ายันต์ถูกดึงหลุดออกมา

ท้องฟ้าภายนอกมืดครึ้มอย่างรวดเร็ว พายุฝนกำลังตั้งเค้าก่อตัวอย่างรวดเร็ว หอบเอาควันสีขาวของวิญญาณเวียงแก้วขึ้นมาจากผิวนํ้า ลอยเข้ามาทางหน้าต่าง ท้องฟ้าคำรนคำรามอย่างเกรี้ยวกราด น่ากลัวมาก ก่อตัวเป็นใบหน้าของเวียงแก้ว น่านฟ้าเห็นภาพตรงหน้าถึงกับตกตะลึง แล้วช็อกหมดสติไป

เวียงแก้วหัวเราะลั่น อย่างสะใจที่วิญญาณได้ถูกปลดปล่อย ทันใดนั้น ร่างของเวียงแก้วในชุดขาวก็เปลี่ยนเป็นสีดำในพริบตา ดูน่ากลัว กลับตาลปัตรจากวิญญาณที่น่าสงสารเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ร้อยดาวตาค้าง ใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น

“แม่รอวันนี้มานานเท่ากับอายุของลูก ร้อยดาว...25 ปีแห่งความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ... มันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน แม่ถูกมนต์ดำจองจำกักขังให้อยู่ในความมืดมิดโดดเดี่ยว กับไฟแค้นที่สุมแน่นอยู่ในอก ในที่สุด วันที่แม่รอคอยก็มาถึงจนได้...ขอบใจลูกมากนะที่ช่วยปลดปล่อยแม่ให้เป็นอิสระจากผ้ายันต์อัปรีย์ผืนนั้น”

 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 1,218 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น