วันพฤหัสบดี 24 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ท่ามกลางปัญหาการเมืองที่คุกรุ่นขึ้น หลายคนถามว่า “ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จะมีมากน้อยเพียงใด” และ “เราจะเตรียมการรับมือกับผลกระทบเหล่านั้นได้อย่างไร” แนวโน้มเศรษฐกิจล่าสุด จากข้อมูลล่าสุด เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ดูเหมือนจะเป็นอีกไตรมาสที่อ่อนแอ ต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก (ที่บางคนเคยคิดว่า ไทยจะเริ่มเข้าสู่จุดต่ำสุดและผงกหัวได้ในไตรมาสที่ 3 ก็เป็นอันต้องพับไป) โดยเป็นการอ่อนแอ ทั้งในส่วนของการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการผลิต

จากข้อมูลเบื้องต้นของไตรมาส 3 การบริโภคภาคเอกชนไทยยังขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าปกติ โดยติดลบ 2.1% เทียบกับปีก่อนหน้า (ยามปกติ การบริโภคมักจะโตที่ประมาณ 4-5%) การลงทุนภาคเอกชนก็ติดลบเช่นกัน ที่ 3.3% จากปกติโตประมาณ 10% นอกจากนี้ ภาคการส่งออกขยายตัวติดลบ 1.8% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 8-9% ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทยติดลบอยู่ที่ 1.8% จากที่เคยขยายตัวในระดับ 10%

พูดง่าย ๆ เศรษฐกิจไทยช่วงก่อนจะเกิดวิกฤติการเมืองรอบนี้ นับว่าเป็นเศรษฐกิจที่อ่อน มีปัญหาอยู่แล้ว โดยกำลังซื้อได้หายไป ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ นักธุรกิจไทยก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับความล่าช้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ว่าจะต้องใช้เวลาอีกมากน้อยแค่ไหน

ภาคส่วนที่พอจะดีอยู่ ก็คือ (1) ภาคการท่องเที่ยว ที่โตต่อเนื่อง โดยสามารถขยายตัวได้ 26% ในไตรมาสที่ 3 นำนักท่องเที่ยวเข้ามาไทย เฉลี่ยเดือนละกว่า 2 ล้านคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน รัสเซีย และมาเลเซีย (2) ความสำเร็จในการดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนญี่ปุ่น จีน สหรัฐ ยุโรป โดยตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 15% ในช่วง 8 เดือนแรกเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ (3) ต่างจังหวัดที่มีการขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะในจังหวัดที่ทางรถไฟความเร็วสูงจะวิ่งผ่าน เช่น โคราช หัวหิน และจังหวัดที่เป็นหน้าด่านออกไปยังเออีซี เป็นต้น

ผลกระทบจากการประท้วงยืดเยื้อนำไปสู่การเผชิญหน้า แรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคเศรษฐกิจไทย อย่างภาคท่องเที่ยว จะได้รับผล กระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มี 16 ประเทศที่ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวของเขาให้ระมัดระวัง ซึ่งถ้าการประท้วงลุกลามมากกว่านี้ มีความรุนแรงเกิดขึ้น ก็จะนำไปสู่การยกเลิกแผนการท่องเที่ยวบางส่วน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในช่วงไฮซีซั่นก็จะมีนัยต่อภาคท่องเที่ยวอย่างยิ่ง อนึ่ง ครั้นพอปัญหาจบและกลับเข้าสู่ความสงบแล้ว กว่านักท่องเที่ยวจะกลับเที่ยวมาเป็นปกติ ก็จะต้องผ่านไป 4-5 เดือน รวมกันแล้วก็หมายความว่า ภาคท่องเที่ยวก็จะได้รับผลกระทบไประยะหนึ่ง ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเช่นที่ผ่านมา

ในด้านการบริโภคนั้น ปี 56 เป็นปีที่การบริโภคอ่อนแอกว่าที่เคยคิดไว้ บริษัทต่าง ๆ มีปัญหาในการทำยอด ซึ่งจากการประมาณการเดิม การบริโภคภาคเอกชนน่าจะปรับตัวดีขึ้นบ้างในปี 57 แต่ถ้าปัญหาการเมืองลุกลาม การบริโภคการอาจจะได้รับผลกระทบ จากการที่คนเร่งกลับบ้าน ชะลอการใช้จ่าย

ที่สำคัญที่สุด ความหวังหลายคนอยู่ที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่เดิมคิดว่าอาจล่าช้าออกไป 6 เดือน แต่ท้ายที่สุด ก็น่าจะเริ่มเดินเครื่องได้ในช่วงปี 57 แต่หากการเมืองลุกลาม รัฐบาลก็จะต้องใช้กำลังและเวลาส่วนมาก ไปกับการติดตามผู้ชุมนุม แก้ไขปัญหาเรื่องความมั่นคง ความสนใจ ความใส่ใจในเรื่องเศรษฐกิจของรัฐบาล ก็จะเป็นเรื่องสำคัญรองลงมา ยิ่งกว่านั้น ถ้านักลงทุนมีคำถามเรื่อง “เสถียรภาพของรัฐบาล” ไม่แน่ใจว่า “รัฐบาลจะอยู่ต่อยาวนานแค่ไหน” “จะเกิดอะไรขึ้น” ก็ยากที่โครงการต่าง ๆ จะดำเนินต่อไปได้ ต่อให้เดินได้ ก็จะติด ๆ ขัด ๆ ไปได้ไม่เต็มที่ แรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจที่เคยคิดว่าจะมาจากการลงทุนของภาครัฐ ก็จะไม่มาตามนัด มีนัยส่งไปถึงการลงทุนของภาคเอกชนที่เตรียมเอาไว้สนับสนุน ซึ่งก็จะถูกชะลอออกไป

ท้ายสุด ต่างชาติที่เคยคิดจะมาลงทุนในไทย ก็อาจจะเริ่มคิดใหม่ มองหาโอกาสในเพื่อนบ้านของเราแทน รวมกันแล้ว เครื่องยนต์หลักที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปี 56 ก็จะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะกระทบกับเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

หากการประท้วงยืดเยื้อไปจนถึงปีหน้า เศรษฐกิจไทยที่เดิมคิดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ในปีนี้ ก็อาจจะแผ่วลงไปจบลงที่ต่ำกว่า 3.5% ส่วนปี 57 ที่เดิมหลายสำนักคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 5% นั้น จากประสบการณ์ของไทยที่ได้ผ่านช่วงเดินขบวนปฏิวัติยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน ปิดสี่แยกในเมือง ยิงกัน เผาตึก

ต่าง ๆ พบว่าโดยปกติแล้วความไม่สงบการเมือง จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 1-1.5% ซึ่งหมายความว่า อัตราการขยายตัวปีหน้า ก็อาจจะเหลืออยู่ที่เพียง 3.5-4.0% (ถ้ารุนแรงเป็นพิเศษ ก็อาจจะลงไปต่ำกว่านี้ได้)

ได้แต่หวังครับว่า ประเทศไทยจะสามารถผ่านช่วงเวลาของความไม่แน่นอนนี้ไปได้ ส่วนพวกเราทุกคนก็ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท พยายามดูแลตนเอง รักษาสภาพคล่อง รักษาเงินของเราเอาไว้ เพื่อเป็นสายป่าน หากว่าปัญหาจะยืดเยื้อ ลุกลามไปมากกว่านี้ ก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ

หมายเหตุ สนใจอ่านเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนะได้ที่ “Blog ดร.กอบ” ที่ www.kobsak.com ครับ.

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 447 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น